Raid คือ อะไร ทำไม Server ต้องทำ และมีทั้งหมดแบบ

Raid คือ

หลายท่านอาจทราบว่า หากเราต้องการป้องกันการเสียหายของอุปกรณ์ไอที ในเรื่องของการลด Downtime ของอุปกรณ์ เราจะต้องทำ Redundant Power Supply แต่ถ้าเป็นเรื่องของการรักษาข้อมูลที่สำคัญ หรือป้องกันข้อมูลเสียหาย  กรณี Hard disk เสีย เราควรต้องทำอย่างไร หรือเตรียมตัวอย่างไรได้บ้าง ?

วันนี้ แอด อิน บิซิเนส จะมานำเสนอวิธีง่ายๆที่เรียกว่าการทำ Redundant Array of Independent Disks หรือที่เราเรียกย่อๆ สั้นๆว่า Raid คือ อะไร ทำไมต้องทำบนอุปกรณ์จำพวก Server, NAS หรือ Storage

> อ่านบทความ Server คืออะไร
> อ่านบทความ NAS และ SAN คืออะไร

สารบัญ

  1. Raid คือ อะไร
  2. Raid ประเภทต่างๆ ที่นิยมใช้
  3. สรุป

Raid คือ อะไร

RAID คือ เทคโนโลยีที่นำ Hard Disk ตั้งแต่ 2 ลูกขึ้นไปมาต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้มองเห็นเป็นก้อนเดียวกัน โดยประโยชน์หลักๆ ของการทำ RAID ก็คือการป้องกันการเสียหายของข้อมูล และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่าน/เขียนของข้อมูลนั่นเอง โดยเพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินการทำ RAID ในรูปแบบที่เป็น Software RAID หรือ Hardware RAID มาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ทราบดีว่าทั้งสองรูปแบบนี้มีลักษณะและ วิธีทำ แตกต่างกันอย่างไร วันนี้ แอด อิน จะมาอธิบายให้ครับ

Raid คือ

Software RAID คือ อะไร

Software RAID คือการบริหารจัดการ RAID ในรูปแบบ Software นั่นเอง ซึ่งข้อดีอย่างที่ทราบอยู่แล้วเป็นรูปแบบ Software ดังนั้นจะไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนนี้ครับ แต่ข้อเสียที่แลกเข้ามาก็คือจะไปใช้ Performance ในส่วนของ Processor ซึ่งอาจจะมีผลให้การประมวลผลช้าลงได้

ข้อจำกัดต่างๆ ที่ส่งผลตามมาเช่น ไม่สามารถทำการเปลี่ยน Harddisk แบบ Hot-Swap (การเปลี่ยน Harddisk ขณะ Server ทำงานอยู่) หรือจะเป็น เรื่อง Cache ที่ไม่มีมาให้เหมือน Hardware RAID (ที่จะมีอธิบายต่อไปในด้านล่าง) และ RAID Level ที่มีทางเลือกให้ทำได้น้อยกว่า เป็นต้น

> ซื้อ Server แบบ Software RAID

Hardware RAID คือ อะไร

Hardware RAID คือ การบริหารจัดการ RAID ในรูปแบบ Hardware ไม่ว่าจะเป็นชิบฝังมาอยู่บน Motherboard เลยหรือแยกเป็นการ์ดออกมา ทำให้การทำงานไม่ต้องการรบกวน Processor ของระบบ สามารถใช้งานได้คู่กับ Features Hot-swap ที่ส่วนใหญ่มาพร้อมใน Server ได้

ในบางโมเดลจะมีในส่วน Cache ซึ่งการเขียนทุกอย่างจะมาลงบนตัว Cache นี้ก่อน แล้วค่อยเขียนลงบน Harddisk ของเราเพื่อลดคอขวดในการประมวลผล อีกทั้งเวลาไฟดับหรือไฟกระชาก Cache ตัวนี้จะมี Battery เพื่อสามารถป้องกันข้อมูลที่เขียนหายไปได้ และอีกข้อดีหนึ่ง คือ สามารถเลือกทำ RAID Level ได้หลายระดับนั่นเอง

> ซื้อ Server แบบ Hardware RAID

วิธีทำ

โดยวันนี้ทาง Add In Business ขอทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างคร่าวๆของการทำ RAID สองแบบนี้ให้ดูกันด้านล่างนี้

Software RAID Hardware RAID
ผลต่อ Server CPU ใช้งาน CPU
(ทำงานร่วมกับ CPU บน Server)
ไม่ใช้
(มี Controller แยกเพื่อจัดการ RAID)
Cache ไม่มี มี
RAID Level 0,1,5 0,1,5,6,10
Hot Swap ไม่ได้ ได้
ค่าใช้จ่าย Free มาพร้อม Server มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

RAID Level หลักๆ ที่นิยมใช้งานกันมีดังนี้

โดยทั่วไปแล้ว การทำ RAID Level หลักๆ ที่หลายๆบริษัทนิยมใช้กัน จะมีทั้งหมด 5 แบบ ดังนี้

  • RAID 0
  • RAID 1
  • RAID 5
  • RAID 6
  • RAID 10

โดยแต่ละแบบมีรายละเอียดและโครงสร้างดังนี้

RAID 0 – Striping

windows 10

คือการนำ Hard disk ตั้งแต่ 2 ลูกขึ้นไปมารวมกัน โดยจะเป็นการแบ่งเขียนข้อมูลไว้ในแต่ละลูก โดยไม่ได้มีการเขียนข้อมูลซ้ำตามรูปด้านล่าง ดังนั้นข้อดีของการทำ RAID 0 ก็ คือเราจะมองเห็น Harddisk เป็นก้อนเดียวกันและทำให้ได้ Performance ในการอ่านและเขียน แต่ข้อเสีย ถ้าหาก Disk ใดใน Group RAID นี้เสีย จะทำให้ข้อมูลเสียทั้งหมด

ตัวอย่างการคำนวณถ้าเรามี HDD 1TB จำนวน 2 ลูกทำ RAID 0 กันจะได้พื้นที่ทั้งหมด
(1TB + 1TB) = 2 TB

RAID 1 – Mirroring

Storage

คือการนำ Hard disk ตั้งแต่ 2 ลูกขึ้นไปมาทำ RAID ด้วยกัน คือ จะเป็นการเขียนข้อมูลลงบน Hard disk ทั้งสองชุดดังตัวอย่างในรูปข้อมูลชุด A1 ถูกเขียนลงบนทั้ง Disk 0 และ Disk 1 ข้อดีก็คือในแง่ความปลอดภัย Hard disk สามารถเสียได้ ครึ่งหนึ่งโดยที่ข้อมูลที่เราเขียนไว้บน Disk ไม่หายไป ข้อเสียก็คือจะเสียพื้นที่ Hard Disk ครึ่งหนึ่งเนื่องจากเป็นการเขียนข้อมูลลงบนทั้งสองฝั่ง

ตัวอย่างการคำนวณถ้าเรามี HDD 1TB จำนวน 2 ลูกทำ RAID 1 กันจะได้พื้นที่ทั้งหมด
(1TB + 1TB)/2 = 1 TB

RAID 5 – Striping with Parity

HDD เสีย

คือการนำ Hard Disk ตั้งแต่ 3 ลูกขึ้นไปมารวมกัน โดยจะเป็นการเขียนข้อมูลกระจายไปทั่วทุก Hard Disk และมี Parity ในชุดนี้ 1 ลูกเพื่อกู้ข้อมูลกรณี Hard Disk ในชุดนี้เสียดังรูป ข้อมูลชุด A ถูกเขียนกระจายไปบน Disk 0,1,2 และมี Parity อยู่บน Disk 3 ข้อดีคือในชุด RAID นี้ Hard Disk สามารถเสียได้สูงสุด 1 ลูกโดยที่ข้อมูลไม่เสียหาย ข้อเสียก็คือจะเสียพื้นที่ Hard Disk ไป 1 ลูก

ตัวอย่างการคำนวณถ้าเรามี HDD 1TB จำนวน 3 ลูกทำ RAID 5 กันจะได้พื้นที่ทั้งหมด
1TB x (3-1) = 2 TB

RAID 6 – Striping with Double Parity

Nas

คือการนำ Hard Disk ตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไปมารวมกัน โดยจะเป็นการเขียนข้อมูลกระจายไปทั่วทุก Hard Disk และมี Parity ในชุดนี้ 2 ลูกเพื่อกู้ข้อมูลกรณี Hard Disk ในชุดนี้เสียดังรูป ข้อมูลชุด A ถูกเขียนกระจายไปบน Disk 0,1,2 และมี Parity อยู่บน Disk 3,4 ข้อดีคือในชุด RAID นี้ คือ Hard Disk สามารถเสียได้สูงสุด 2 ลูกโดยที่ข้อมูลไม่เสียหาย ข้อเสียก็คือจะเสียพื้นที่ Hard Disk ไป 2 ลูก

ตัวอย่างการคำนวณถ้าเรามี HDD 1TB จำนวน 4 ลูกทำ RAID 6 กันจะได้พื้นที่ทั้งหมด
1TB x (4-2) = 2 TB

RAID 10 – Combining Mirroring and Striping

raid 0

คือการนำ Hard Disk ตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไปมาทำ RAID 1 และ RAID 0 ตามลำดับ ข้อดีก็ คือ ได้ Performance ในการอ่านและเขียนเพิ่มขึ้น ข้อเสียก็คือพื้นที่ Hard Disk จะหายไปครึ่งหนึ่ง

ตัวอย่างการคำนวณถ้าเรามี HDD 1TB จำนวน 4 ลูกทำ RAID 10 กันจะแบ่ง Hard Disk เป็น 2 ชุดเพื่อทำ RAID 1 ก่อนจะเหลือ
(1TB + 1TB)/2 = 1TB 2 Group
แล้วจึงนำมาทำ RAID 0 ได้พื้นที่ทั้งหมด
1TB + 1TB = 2 TB

Add In Business

จำหน่าย
Server ราคาถูก
พร้อมบริการทำ RAID ฟรี

ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact

หรือ

     ปลอดภัย  mail

สรุป

หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจมากขึ้นว่า Raid คือ อะไร หากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้า สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
Call : 02-713-2261
[email protected] : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน