วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เพื่อนำมาใช้งานในจุดประสงค์ต่างๆ ต้องดูที่อะไรบ้าง

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้า Projector มากมายวางจำหน่ายบนท้องตลาด ทำให้การเลือกใช้โปรเจคเตอร์นั้นมีทางเลือกที่มากมายหลากหลาย บทความนี้จะมานำเสนอ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ว่าต้องดูที่อะไร ควรคำนึงถึงปัจจัยใดๆ บ้าง

เบื้องต้นนี้ หลายๆ ท่านคงทราบและคุ้นเคยกับปัจจัยพื้นฐานในการเลือกใช้ Projector มาบ้างแล้ว ประกอบด้วย

  • ขนาดหน้าจอ (สำคัญที่สุด)
  • ระยะห่างระหว่างตัวเครื่องกับหน้าจอ
  • ความสว่างของห้องที่ต้องการใช้งาน

อย่างไรก็ตามคำตอบของสิ่งเหล่านี้ ก็อาจจะยังไม่เพียงพอในการใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ โดยเฉพาะหากมีเงื่อนไขต่างๆ และปัจจัยภายนอก เพิ่มเติม เช่น ต้องการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ สำหรับใช้งานในหลายๆ สถานที่ เป็นต้น เรามาดูกันครับ ว่า วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่ถูกต้อง ต้องเริ่มยังไงบ้าง

Projector คืออะไร

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

โปรเจคเตอร์หรือเครื่องฉาย คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการฉายภาพ โดยใช้หลักการฉายแสงออกมาจากเลนส์ ในบทความนี้ เราจะพูดถึง Digital Projector ซึ่งคือเครื่องฉายที่รับข้อมูลจาก Video inputs ทำหน้าที่เหมือนกับ TV หรือจอคอมพิวเตอร์ แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า มีข้อได้เปรียบกว่าอุปกรณ์อื่นๆดังนี้

  • ขนาดภาพฉายที่ใหญ่และปรับได้
  • จำนวน Port ที่รองรับมากกว่า
  • การติดตั้งที่ยืดหยุ่น ประหยัดเนื้อที่

ด้วยเหตุนี้ทำให้โปรเจคเตอร์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คนนิยมที่สุด ในการใช้งานตามสถานที่จำเพาะ อาทิเช่น ห้องประชุม โถงประชุม ห้องดูหนัง ฯลฯ แต่เมื่อเราเลือกจะใช้งานมันแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่ถูกต้องด้วยครับ

> เลือกซื้อ Projector กับเรา

ประเภทของโปรเจคเตอร์

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ต้องคำนึงถึงชนิดของมันด้วย ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทการใช้งานของดิจิตอลโปรเจคเตอร์ออกมาได้ง่ายๆ เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • Pocket (ใช้งานแบบพกพา)
  • Home theater
  • Multimedia
  • Large venue (ติดตั้งถาวร)

ซึ่งการแบ่งกลุ่มก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ สถานที่ และ ความเหมาะสมในการใช้งาน อาทิเช่น ใช้งานในห้องนั่งเล่น คือ Home theater, ใช้งานในโถงห้องประชุมขนาด 500 ที่นั่ง คือ Large venue เป็นต้น ก่อนที่จะดูวิธีการเลือกซื้อ เรามาทำความรู้จักโปรเจคเตอร์แต่ละชนิดกันก่อนนะครับ

Pocket Projector (Pico)

พ็อกเก็ตโปรเจคเตอร์ คือเครื่องฉายขนาดพกพา ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก บางรุ่นถึงกับเล็กกว่าสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะถูกใช้งานในลักษณะอุปกรณ์เสริม เสมือนเป็นจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรทัศน์ขนาดเล็กเท่ามือถือที่ง่ายต่อการพกพาไปได้ทุกที่

Pico โดยมากจะใช้ระบบไฟ LED ทำให้มีการกินพลังงานที่ต่ำ ประหยัด และไม่เกิดความร้อนสูง ส่วนใหญ่จะมีความสว่างที่ไม่สูงมาก ประมาณ 25 ถึง 1,500 lumens เท่านั้น และไม่สามารถซูมเข้าออกหรือปรับขนาดหน้าจอที่ฉายได้

Epson

Multimedia Projectors

มัลติมีเดียโปรเจคเตอร์ เป็นกลุ่มเครื่องฉายที่มีจุดประสงค์การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ไว้ดูหนังในห้องนอน, การพรีเซ้นต์ PowerPoint ในที่ทำงาน ไปจนถึงฉาย Slideshow ในงานแต่งงานเลยทีเดียว

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

ส่วนใหญ่ตัวเครื่องจะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป มีช่วงความสว่างอยู่ที่ประมาณ 2,500 ถึง 4,500 lumens และมีเลนส์ที่สามารรถซูมได้

อย่างไรก็ตาม ระยะซูมของประเภทนี้จะอยู่ที่เพียง 1.2 ถึง 1.5 เท่า ซึ่งถือว่าน้อยถ้าเทียบกับแบบ Home Theater (2 เท่า) วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่ถูกต้อง จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยส่วนนี้เช่นกัน เพราะต้องคอยเช็คว่าขนาดหน้าจอฉาย สามารถรองรับขนาดแสงที่ฉายออกมาได้อย่างพอดี

โดยมากพอร์ทที่มีมาให้กับตัวเครื่อง จะเป็น HDMI, DVI, DisplayPort และ SDI และบางรุ่นยังมีการรองรับการใช้งานผ่านเครือข่ายไร้สายหรือ Wireless รวมถึงความสามารถในการฉายสไลด์โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

ในส่วนของความละเอียด Multimedia Projector ส่วนใหญ่จะมีคุณภาพ Resolution ที่ดีกว่า SD หรือ HD ขึ้นไป ประกอบด้วย SVGA (800 x 600), XGA (1024 x 768), WXGA (1280 x 800) และ WUXGA (1920 x 1200) ซึ่งระดับ WXGA จะเป็นที่นิยมสุด เพราะเหมาะสมพอดีต่อการใช้ Present PowerPoint และฉายวิดีโอระดับความละเอียด HD

Short Throw Projectors

เป็นหนึ่งในประเภทย่อยของ Multimedia Projectors ซึ่งมีความพิเศษคือมี Ratio ที่น้อยกว่า 1:1 (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.5:1 และ 0.3:1) มักจะไม่มีเลนส์ซูม และนิยมติดตั้งในรูปแบบ Mountingกับผนังแนวตั้ง ในจุดที่มีระยะใกล้กับฉากที่ใช้ฉาย (1.5 – 2 ฟุต เท่านั้น)

ส่วนใหญ่โปรเจคเตอร์ประเภทนี้จะใช้งานกันในห้องเรียนสำหรับสอน คู่กับ Whiteboard

BenQ

ผู้ใช้บางคนมีการวางตัวเครื่องห่างจากฉากมากเกินไป เพราะต้องการให้เกิดภาพขนาดใหญ่ขึ้น แต่มักจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก เพราะภาพที่เกิดขึ้นจะแตกเนื่องจากไม่ได้อยู่ในระยะที่แนะนำเหมาะสม ถือว่าเป็น วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่ผิดประเภท

โปรเจคเตอร์กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ใช้คู่กับฉากขนาดไม่ใหญ่เกิน (กว้างไม่เกิน 8 ฟุต) และมีความสว่างพื้นฐานประมาณ 3,000 Lumens

Home Theater Projectors

เครื่องฉายประสิทธิภาพสูง มักจะสามารถทำหน้าที่เป็น Multimedia Projector ได้ในตัว เนื่องด้วยความสามารถที่ทรงพลัง ส่วนใหญ่ฉายด้วยแสงสว่างที่ต่ำ ประมาณ 1,800 Lumens โดยเฉลี่ย และมีเลนส์ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการซูมได้ในระดับสูง

มือถือ

ส่วนใหญ่โปรเจคเตอร์ประเภทนี้จะใช้ระบบ LVC (Low-Voltage Control) เมื่อเปิดหรือปิดการใช้งานที่ตัวเครื่อง จะสามารถลิ้งไปยังตัวฉากฉายให้เปิดหรือปิดตามได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ตัวเครื่องมักจะมีระบบระบายความร้อนที่ดี ทำให้ไม่เกิดเสียงดังเวลาทำงาน และด้วยความละเอียดระดับ FHD ทำให้สามารถเรียกได้ว่า Home Theater Projectors นี้ เป็นหนึ่งในประเภทที่ดีที่สุดเลยทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ประเภทนี้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะบางแบรนด์มีการพยายามปรับ ดัดแปลง Multimedia Projector แล้วนำมาจำหน่ายโดยอ้างว่าเป็นระดับ Home Theater ทั้งๆ ที่มาตรฐานความละเอียด ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรครับ

สรุปแล้ว หากใครก็ตาม ที่ต้องการภาพที่ออกมาดูดี แสงสีที่สมจริง และฉายเข้ากับฉากขนาด 100 นิ้ว หรือใหญ่กว่าได้ Home Theater โปรเจคเตอร์ จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

Fixed-Installation and Large-Venue Projectors

โปรเจคเตอร์ชนิดสุดท้ายนี้ คือแบบติดตั้งถาวร และใช้กับสถานที่ขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งกลางแจ้ง ส่วนใหญ่มีความสว่างเริ่มต้นที่ 4,500 Lumens ไปจนถึง 20,000 หรือมากไปกว่านั้นอีกเลยทีเดียวครับ

การติดตั้งค่อนข้างซับซ้อน และต้องใช้เวลา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการวัดพื้นที่หน้างาน เพื่อสั่งทำขนาดเลนส์ซูมในระยะที่เหมาะสมกับสถานที่นั้นโดยเฉพาะ

ฉายผนัง

ส่วนใหญ่ใช้งานในโถงห้องเรียนขนาดใหญ่, โรงหนัง, สนามกีฬา หรือสถานที่อื่นๆ ที่มีฉากขนาดใหญ่ ในบางกรณีที่ฉากมีขนาดใหญ่มากๆ อาจมีการใช้โปรเจคเตอร์หลายๆ ตัว ช่วยกันฉายเพื่อให้ได้ระดับความสว่างที่ต้องการครับ ด้วยขนาด น้ำหนัก และคุณภาพเลนส์ที่ต้องผลิตโดยเฉพาะ ทำให้ในกรณีส่วนใหญ่ Projector ชนิดนี้ จำเป็นต้องมีการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญครับ เพราะฉะนั้น วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ในหมวดนี้ จึงจำเป็นต้องปรึกษาผู้มีความรู้ด้วยเช่น

ตัวอย่าง Projector ขนาดใหญ่จาก Epson

4K และ 3D มีความสำคัญหรือไม่

รุ่นยอดนิยม

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า ความละเอียดระดับ 4K และคุณสมบัติในการรองรับระบบสามมิติ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เราจะมาแยกดูกันครับว่ามันสำคัญหรือไม่

ความละเอียดระดับ 4K (H3)

ในความเป็นจริงแล้ว ความคมชัดระดับ 4K นั้น ไม่เป็นที่นิยมในโปรเจคเตอร์เท่าไหร่ครับ ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับหน้าจอโทรทัศน์ หรือจอคอมพิวเตอร์เสียมากกว่า ส่วนใหญ่แล้ว โปรเจคเตอร์ซึ่งใช้เทคโนโลยี LCD และ DLP มักจะถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานระดับองค์กรมากกว่าเพื่อสันทนาการ จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ความละเอียดสูงมากๆ เท่าไหร่ครับ

อย่างไรก็ตาม ก็มี Projectors รุ่นสูงๆ หลายตัวที่สร้างมารองรับความละเอียดระดับนี้ แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง

> เลือกซื้อ Projectors ความละเอียด 4K กับเรา

ระบบรองรับภาพสามมิติ (3D)

ปัจจุบันนั้น ระบบ 3 มิติ ไม่ได้เป็นที่นิยมต่อไปแล้ว โปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ๆ จึงไม่ค่อยออกแบบมาเพื่อรองรับเท่าไหร่ครับ แต่หากสำหรับใครที่ยังต้องการใช้ฟีเจอร์นี้ อาจจะต้องมองหาโปรเจคเตอร์ระดับ Home Theater ซึ่งก็ต้องใช้งานคู่กับไฟล์วิดีโอที่เป็น 3D ด้วย

วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ 3D คือหารุ่นที่มีช่อง Port HDMI 3D รองรับ และสิ่งที่ต้องทราบก่อนคือเวลาอยู่ในโหมดสามมิติ ความสว่างจะถูกลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถหาโปรเจคเตอร์สามมิติในตลาด อีกวิธีที่สามารถทำได้คือใช้โปรเจคเตอร์สองตัวฉายร่วมกันแบบ Polarizing Filter ก็ช่วยให้ฉายภาพหรือ Video แบบสามมิติได้เช่นกัน

ทำไมขนาดฉาก และระยะห่างถึงสำคัญ

โปรเจคเตออร์นั้น มี Specification ที่สำคัญค่าหนึ่ง ที่เรียกว่า “Throw Ratio” คือค่าที่เกิดขึ้นจากการคำนวณสองสิ่งเข้าด้วยกันประกอบด้วย

  • ระยะห่างระหว่างโปรเจคเตอร์และฉากฉาย
  • ความกว้างของฉาก

Throw Ratio ก็คืออัตราส่วนของระยะห่าง ต่อ ความกว้างฉากนั่นเองดังรูป

ดูหนัง

ตัวอย่าง

  • หน้าจอกว้าง 3 เมตร
  • ระยะระหว่างโปรเจคเตอร์ถึงฉาก 5 เมตร
  • แปลว่าต้องการ Throw Ratio 1.5 : 1

ขั้นแรกสุดในการเลือกใช้โปรเจคเตอร์ คือการศึกษาความกว้างของฉาก และระยะห่างตัวเครื่องกับฉาก เมื่อทราบค่าและคำนวณ Throw Ratio เรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถตีกรอบเหลือโปรเจคเตอร์ที่ต้องการได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ในห้องฉายของคุณมีความยืดหยุ่น กล่าวคือสามารถติดตั้งโปรเจคเตอร์ ณ ตำแหน่งไหนก็ได้ ไม่ว่าจะใกล้จะไกลกับฉากเท่าไหร่ Throw Ratio ก็อาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในของกรณีนี้

แสง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ยิ่งตัวเครื่องวางห่างจากฉากมากเท่าไหร่ ความเข้มของแสงที่ฉายออกมาก็จะถูกลดทอนลง เพราะฉะนั้น หากมีพื้นที่ห้องยืดหยุ่น ให้พยายามเลือกวางโปรเจคเตอร์ให้ใกล้กับฉากให้มากที่สุดครับ ในกรณีที่ต้องทำการเลือกซื้อ Projector สำหรับห้องที่มี Mounting แขวนตำแหน่งไว้อยู่แล้ว ต้องอย่าลืมที่จะคำนวณหา Throw Ratio ก่อนเลือกซื้อทุกครั้งนะครับ

สุดท้ายนี้ อีกสิ่งที่ต้องพึงระวังเสมอ คือ Throw Ratio นั้นเป็นค่าที่แปรผกผันกับ Aspect Ratio หมายความว่าหากคุณตั้งค่า Aspect Ratio ของ Projector ที่ใช้ให้แคบกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดของตัวมันเอง ค่า Throw Ratio ที่เหมาะสมจะเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานของมันเช่นกัน

ขนาดของฉากก็มีผลต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

ฉากสำหรับฉาย เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากๆ ที่ใช้ใน วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ โดยเบื้องต้น สำหรับคนที่ไม่มีความรู้ในการเลือกใช้เลย สามารถคิดคร่าวๆ แบบง่ายๆ ได้โดยการนำระยะห่างระหว่างตำแหน่งคนดูที่ไกลที่สุด คูณกับ 1/5 เพื่อให้ได้ขนาดความสูงของฉากขั้นต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตำแหน่งที่นั่งคนดูไกลสุด อยู่ที่ 15 เมตร  แปลว่าต้องมีฉากฉายที่มีความสูง 15 x 1/5 = 3 เมตร เป็นต้น

projector

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีโปรเจคเตอร์รุ่นที่ใช้งานอยู่แล้ว การเลือกขนาดฉากก็ต้องคำนึงถึง Throw Ratio ของ Projector รุ่นนั้นๆ ด้วย ต้องเลือกขนาดที่แน่ใจได้ว่าสามารถรองรับภาพทั้งหมดที่ฉายออกมา ซึ่งอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มความมั่นใจ คือเลือกใช้งานโปรเจคเตอร์ที่มี Range ในการซูมเข้าออกที่สูง (แต่ก็จะมาพร้อมกับราคาที่สูงเช่นกัน)

ค่าความสว่างของแสง (Brightness)

ต้นกำเนิดแสง

เทคโนโลยีในการให้กำเนิดแสงของโปรเจคเตอร์ทั่วไป มีอยู่ 2 แบบ คือ LED และ Metal Halide โดยแบบ LED ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก เพราะส่วนใหญ่จะใช้ Metal Halide มากกว่าเนื่องจากอายุการใช้งานที่ยาวนาน (2,000 – 5,000 ชั่วโมง)

ควรเลือกความสว่างเท่าไหร่ดี

นอกจาก Throw Ratio แล้ว วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่ถูกต้อง ก็ต้องคำนึงถึงค่าความสว่าง (Brightness) ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ตามรูปภาพด้านล่างนี้ จะเห็นว่าภาพที่ฉายขึ้นจะมองไม่ค่อยชัด ไม่โดดเด่นออกมา สาเหตุหลักๆ คือความสว่างของแสงในห้องนั้นค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับความสว่างของแสงจากโปรเจคเตอร์นั่นเอง ให้จำไว้เสมอว่า หากแสงจากโปรเจคเตอร์มีความสว่างมากเกินความจำเป็น เราสามารถตั้งค่าให้มืดลงได้ แต่หากรุ่นไหนที่แสงสว่างไม่เพียงพอเมื่อใช้งานในสถานที่จริง นั่นแปลว่าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแล้วล่ะครับ

ฉายกลางวัน

ในอุดมคติแล้ว โปรเจคเตอร์ควรถูกใช้งานในห้องที่มืดสนิท เพราะยิ่งมีแสงจากภายนอกเข้ามามากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ภาพที่ฉายมีค่า Contrast ที่ลดลง ส่งผลให้เกิดภาพมองเห็นได้ไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ถึงแม้ว่าการเลือกใช้ Projector ที่มีค่าความสว่างที่สูงขึ้น ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้มากเท่าที่ควรครับแปลว่าถ้าคุณใช้งานโปรเจคเตอร์ในห้องที่มีความสว่างมาก คุณจะไม่มีทางได้ภาพฉายที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังสามารถเลือกรุ่นที่ฉายแล้วเห็นภาพที่พอมองเห็นได้ชัดเจนได้บ้าง

> เลือกซื้อ Projector ค่าความสว่างมากกว่า 5,000 Lumens

ค่าความสว่าง (Brightness) มีหน่วยวัดเป็น ANSI Lumens การคำนวนหาค่า Lumens ที่ต้องการ จำเป็นต้องรู้ค่า Throw distance, ความกว้างของภาพฉาย, ความสว่างของห้อง และ เนื้อหาที่ฉาย วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้โปรแกรม Projection Calculator ซึ่งจะคำนวณหาค่าความสว่างที่เหมาะสมให้จากข้อมูลต่างๆ ที่เราป้อนเข้าไป ซึ่งผู้ผลิตโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ จะมีฟีเจอร์สำหรับใช้คำนวณให้ตามหน้าเว็บไซต์ของแต่ละแบรนด์ หากไม่มี ท่านสามารถเข้าไปคำนวณได้ที่ Projector Central

และนี่คือค่าความสว่างของโปรเจคเตอร์ที่แนะนำให้ใช้ในสถานที่ต่างๆ แบบคร่าวๆ เพื่อใช้ประกอบ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เบื้องต้นครับ

  • ห้องนั่งที่สามารถปิดไฟได้มืดสนิท : 1,500 – 2,000 Lumens
  • ห้องเรียน ที่สามารถลดไฟห้องได้ แต่ไม่มืดสนิท : 3,000 Lumens
  • โถงห้องประชุม, โบสถ์ หรือ สถานที่ที่สว่าง : 4,500 Lumens
  • โรงหนังหรือสนามกีฬา : 20,000 Lumens ขึ่นไป
กลางแจ้ง

ภาพที่เกิดขึ้นหากความสว่างของโปรเจคเตอร์ไม่เพียงพอ

ในโปรแกรมคำนวณหลายๆ ที่ จะใช้หน่วยวัดความสว่างเป็น foot-candles (เรียกย่อๆ ว่า fc) โดย 1 fc = 10.76 lumens / ตร.ม. ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์วัดความสว่าง เราจะสามารถประมาณค่า fc ของห้องคร่าวๆ ได้ตามความรู้สึก โดยถ้ารู้สึกว่าสว่างแบบเห็นชัดดี = 50 fc, สว่างแบบพอประมาณ = 20 fc และ มีความมืดสลัว = 5 fc อย่างไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องแม่นยำ แนะนำให้ใช้อุปกรณ์วัดค่าความสว่างดีกว่าครับ

ลักษณะภาพที่ฉายเป็นหลักก็สำคัญเช่นกัน เช่น การฉายตัวหนังสือหรือเนื้อหาข้อมูล มักต้องการความสว่างที่สูงเพื่อให้อ่านง่าย ในทางตรงกันข้าม การฉายภาพถ่ายใน Gallery ที่สลัวๆ จะมี วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่แตกต่างกันไปอีกแบบ คือให้เลือกรุ่นที่มีค่าความสว่างที่ไม่ต้องสูงเท่าไหร่นักก็ได้

หากคุณไม่รู้ หรือเลือกไม่ถูกจริงๆ ให้ใช้วิธีซื้อโปรเจคเตอร์ที่มีค่าความสว่างสูงที่สุดที่สามารถหาได้ เพราะหากมันสว่างไป เรายังสามารถปรับการตั้งค่าให้แสงที่ฉายออกมามืดลงได้เสมอ สุดท้ายนี้ ให้จำไว้เสมอว่าการใช้ Projector ที่ดี ขึ้นในสถานที่ที่มีแสงภายนอกรบกวนน้อยที่สุด หากห้องของคุณมีแสงสว่างรบกวนสูง บางทีอาจพิจารณาเลือกใช้เป็น TV หรือ จอภาพขนาดใหญ่ ดีกว่าครับ

Color Brightness

ค่าความสว่างใน Specification ของโปรเจคเตอร์ ส่วนใหญ่จะหมายถึง White Brightness คือ ความสว่าง ที่ใช้งานในภาพฉายขาวดำ เพื่อความแม่นยำที่มากขึ้น Projector บางรุ่นจึงมีการระบุค่า Color Brightness สำหรับการฉายภาพสี เพิ่มขึ้นมาในสเปค หากใครตองการเลือกใช้ Projector ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ก็ควรนำปัจจัยนี้เข้ามาใช้ใน วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ด้วยครับ

โปรเจคเตอร์ราคาถูก

Epson

Projector Epson

แบรนด์เอปสัน เป็นหนึ่งใน Projector ที่ดีที่สุดและหลากหลาย มีการออกแบบเพื่อให้เหมาะกับความต้องการใช้งาน User ทุกกลุ่ม ตั้งแต่สำหรับการใช้งานในห้องเรียน, ห้องประชุม ไปจนถึง Stadium ขนาดใหญ่

เลือกซื้อสินค้า
BenQ

Projector BenQ

แบรนด์เบ็นคิว เป็นหนึ่งในกลุ่มโปรเจคเตอร์ที่ดีที่สุดและหลากหลาย มีหลายกลุ่มสินค้าคอยรองรับการใช้งานทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น โฮมเธียเตอร์โปรเจคเตอร์, โฮมโปรเจคเตอร์ และสมาร์ทโปรเจคเตอร์ เป็นต้น

เลือกซื้อสินค้า
Acer

Projector Acer

Projector Acer มีขนาดกระทัดรัด สามารถฉายเนื้อหาได้โดยตรงจาก Flashdrive USB, SD Card หรือแม้กระทั่ง Smartphone พร้อมทั้ง Port เชื่อมต่อที่หลากหลายอาทิเช่น HDMI, MHL เป็นต้น

เลือกซื้อสินค้า

ค่าความละเอียดเท่าไหร่จึงเหมาะสม (Resolution)

ห้องนอน

ค่าความละเอียด ก็สำคัญต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่จำเป็นมากขนาดนั้นครับ ปัจจุบันนี้ โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่มักจะมีความละเอียดที่ XGA (1024 x 768) ขึ้นไป คู่กับ Aspect Ratio 4:3 เพราะเป็น Requirement ขั้นต่ำที่ทำให้สามารถ Present งาน PowerPoint ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะมีบางโมเดลที่มีความละเอียดอยู่ที่ SVGA (800 x 600) เท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นพวก Pocket Projector ขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ด้วยการเข้ามาเป็นที่นิยมของ HD Video ความละเอียด WXGA (1280 x 800) จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

ส่วนตัวแล้ว ผมแนะนำว่าไม่ควรเลือกรุ่นที่ความละเอียดน้อยกว่า XGA เพราะจะทำให้ภาพที่ฉายไม่ชัด นอกจากนี้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักมีความต้องการ Resolution ขั้นต่ำที่ XGA เพื่อดำเนินการ ซึ่งเมื่อโปรเจคเตอร์ไม่สามารถรองรับได้ จะทำให้ภาพที่ได้มัว แตกเป็น Pixel ครับ

> เลือกซื้อ Projector ความละเอียดตั้งแต่ XGA ขึ้นไป

ในกลุ่ม Home Theater ค่าความละเอียดที่เหมาะสมที่สุดควรเริ่มต้นที่ XGA เช่นกันอย่างไรก็ตาม ผมแนะนำว่าให้เลือกตัวที่มีค่าตั้งแต่ WXGA ขึ้นไปเลยดีกว่า เพื่อรองรับภาพฉายระดับ HD ในกรณีพิเศษอื่นๆ อาทิเช่น วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ สำหรับฉายรูปภาพในงานแสดงต่างๆ อาจจะเลือกใช้รุ่นค่าความละเอียดสูงขึ้นไปอีก ถึง UXGA (1600 x 1200) และ WUXGA (1920 x 1200) เลยก็ได้

> เลือกซื้อ Projector ความละเอียดตั้งแต่ WXGA ขึ้นไป

Contrast Ratio สำคัญหรือไม่

จริงๆ แล้ว ค่า Contrast Ratio เป็นปัจจัยที่สำคัญน้อยที่สุดที่มีผลต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เลยก็ว่าได้ครับ หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นโปรเจคเตอร์รุ่นแพงๆ ที่มีการโฆษณาว่าเป็นระดับ Dynamic Contrast เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสำหรับ Projector นั้น วัสดุที่ฉาย, แสงสว่างโดยรอบ และมุมของผู้ชม จะมีผลเป็นกระทบต่อคุณภาพภาพฉายมากกว่า Contrast ซึ่งหากปัจจัยอื่นๆ ไม่สนับสนุนการทำงานของโปรเจคเตอร์ ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องทีมี Contrast ratio ที่ 500:1 หรือ 100,000:1 ก็จะไม่มีเห็นความแตกต่างอยู่ดีครับ

เทคโนโลยี HDR และ Dolby Vision

ในกลุ่ม Projector ระดับ Dynamic Contrast จะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า HDR (High Dynamic Range) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับกลุ่ม Range สีที่แตกต่างกันมากมาย ทำให้ภาพที่เกิดขึ้นมีความโดดเด่น ซึ่งปัจจุบัน มี Standard ที่เป็นที่นิยมอยู่ 2 แบบ คือ HDR10 และ Dolby Vision เทียบประสิทธภาพกันได้ดังนี้

Standard HDR10 Dolby Vision
ความละเอียด 3840 x 2160 3840 x 2160
ความสว่าง (สูงสุด) 1,000 nits / 4,000 nits 4,000 nits / 10,000 nits
Color Depth 10-bit / 12-bit 12-bit
Color Space 90% of DCI-P3 90% of DCI-P3

จะเห็นว่า Dolby มีประสิทธิภาพสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Keystone Corrections คืออะไร

Keystone Corrections คือการปรับภาพที่ฉายออกมาให้ถูกสัดส่วน ไม่เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบนี้อยู่แล้ว แต่มีค่ามากน้อยต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Keystone Effect คือภาพที่ฉายออกมา มีด้านใดด้านหนึ่ง กว้างกว่าอีกด้านหนึ่ง โดยเกิดจากการที่เลนส์ของตัวโปรเจคเตอร์อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมกับฉากที่ฉาย

ในกรณีที่ตำแหน่งโปรเจคเตอร์อยู่ไม่ตรงกลาง หรือเบี่ยงจากฉากไปเยอะ ไม่สมมาตร ค่า Keystone Correction ที่มาพร้อมกับตัวเครื่องบางรุ่นอาจจะไม่เพียงพอ อาจจะต้องพึ่งรุ่นที่มีระบบ Lens Shift (ระบบเลนส์ที่ขยับได้) เลยทีเดียว ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพฉายปกติ (ซ้าย) และภาพที่เกิด Keystone Effect (ขวา) ค่าคีย์สโตนจึงเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์เช่นกัน

ราคาถูก
สำหรับสอน
ราย ละเอียด

เลือกใช้โปรเจคเตอร์ DLP หรือ 3LCD ดี

ปัจจุบัน โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีการฉายภาพอย่างใดอย่างหนี่งจากสองแบบนี้ ซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งใน วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ที่เหมาะกับการใช้งาน

3LCD Technology ทำงานยังไง

เทคโนโลยี 3LCD จะใช้ปริซึมในการแยกแสงจากแหล่งกำเนิด ออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ แสงสี แดง เขียว และ น้ำเงิน โดยแสงทั้ง 3 จะถูกฉายผ่านแผง LCD ที่แสดงรูปภาพที่ต้องการ จากนั้นตัวโปรเจคเตอร์จะทำการรวมแสงเข้าเป็นภาพเดี่ยว และฉายผ่านเลนส์ออกไป

ข้อดีของระบบนี้คือ พลังแสงที่ส่งออกไปจะสูงกว่าระบบ DLP ในขณะเดียวกัน ภาพที่ปรากฎก็จะมีสีที่สดกว่าด้วย สุดท้าย เพราะเทคโนโลยี 3LCD ไม่ได้ใช้ระบบ Optical Illusion ในการสร้างรูปภาพ ทำให้ไม่เกิด Rainbow Effect ขึ้นเหมือนเทคโนโลยี DLP

> เลือกซื้อ 3LCD projector กับเรา

DLP Technology ทำงานยังไง

เทคโนโลยี DLP มีวิธีการทำงานคือการสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดด้วย Chip แบบพิเศษโดย Pixel ต่อ Pixel จากนั้นภาพที่สะท้อนจะถูกฉายผ่านล้อสี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ หลายพันครั้ง ในเวลาเพียง 1 วินาที สลับไปมาระหว่างแสงสีแดง น้ำเงิน เขียว ดำ และ ขาว

ข้อดีข้องระบบนี้คือ ตัวเครื่องที่ใช้ระบบนี้ จะสามารถมีขนาดที่เล็ก และน้ำหนักเบากว่าระบบ 3LCD เหมาะแก่การพกพา ในกรณีที่ฉากที่ฉายมีสีดำ หรือมืด โปรเจคเตอร์แบบ DLP จะฉายออกมาได้ภาพที่มีคุณภาพมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ และอีกหนึ่งความได้เปรียบของระบบ DLP คืออายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนทาน ครับ

> เลือกซื้อ DLP Projector กับเรา

สรุปแล้ว เทคโนโลยีทั้งสองแบบ ต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น หากท่านต้องการภาพที่สด สีคมชัด ระบบ 3LCD จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า หรือหากคุณต้องการใช้งาน 8-10 ชม. ต่อวัน ระบบ DLP ก็จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เป็นต้นครับ

ระบบเชื่อมต่อแบบไหนดี

หลายๆ คนน่าจะเคยทราบกันอยู่แล้วว่า HDMI คือ Port เชื่อมต่อมาตรฐานที่โปรเจคเตอร์ทั่วไป นิยมใช้กันในปัจจุบัน สำหรับรุ่นเก่าๆ ที่ใช้ VGA ยังคงมีอยู่บ้าง ซึ่งคุณภาพของผลงานที่ฉายออกมา จะด้อยกว่าแบบ HDMI ในกลุ่มโปรเจคเตอร์ที่ฉายในพื้นที่ขนาดใหญ่ SDI พอร์ท เป็นการเชื่อมต่อที่นิยมมากว่า เพราะตัวสายที่ยาว ทนทาน ติดตั้งได้ง่ายกว่าแบบ HDMI ครับ

> อ่านบทความสายจอคอมเพิ่มเติมได้ที่นี่

สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังใน วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ คือไม่ควรติดตั้งเชื่อมต่อตัวเครื่องกับสาย HDMI ที่มีความยาวเกิน 7.5 เมตร ถึงแม้ตามท้องตลาด จะมีวางขายสาย HDMI ที่ขนาดยาวกว่านี้มากมาย แต่ยิ่งสายยาวเท่าไหร่ จะทำให้คุณภาพผลงานที่ฉายถูกลดทอนลงเท่านั้น หากใครที่ต้องการใช้สาย HDMI ที่ยาวกว่า 7.5 เมตร แนะนำให้ใช้หม้อแปลงบาลัน (Balun) มาประกอบการติดตั้งด้วยเพื่อแปลงสัญญาณภาพให้เกิดความสมดุลมากขึ้น

สรุปขั้นตอนทั้งหมด

สุดท้ายนี้ ผมขอสรุปและรวบรวมข้อมูลที่ใช้ช่วยในการตัดสินใจต่อ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ มาให้ดูเป็นขั้นตอน ดังนี้ครับ

  1. ต้องเข้าใจก่อน ว่าจุดประสงค์หลักในการเลือกใช้อุปกรณ์โปรเจคเตอร์ คือต้องการหน้าจอภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือต้องการอุปกรณ์ที่ขนย้ายได้สะดวก
  2. รำลึกเสมอโปรเจคเตอร์ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อฉายภาพ โดยไม่เน้นเรื่องความถูกต้องของสี ทำงานได้ดีในสถานที่มืด ถ้าสถานที่ใช้งานมีแสงภายนอกสว่าง ควบคุมยาก ควรเลือกอุปกรณ์อื่นๆ
  3. ตรวจสอบขนาดของฉากที่ใช้ฉาย เมื่อทราบแล้ว ให้กำหนด Throw Ratio จากค่าต่างๆ ตามที่ผมอธิบายไว้ก่อนหน้านี้
  4. ถ้าเราไม่สามารถทราบถึงขนาดฉากได้ ให้เลือกรุ่นที่มีความสามารถในการซูม หรือรุ่นที่ต้องการระยะห่างระหว่างตัวเครื่องกับหน้าฉากเพียงเล็กน้อย
  5. นำขนาดฉาก ระยะ Throw และความสว่างของพื้นที่ใช้งาน มาคำนวนเพื่อหาค่า Brightness ขั้นต่ำของโปรเจคเตอร์ที่เหมาะสม
  6. หากไม่สามารถคำนวณได้ ให้เลือกรุ่นที่มี Brightness สูงๆ ไว้ก่อน ค่อยปรับให้มืดลงทีหลัง
  7. เลือกความละเอียดที่เหมาะสมต่อจุดประสงค์การใช้งาน
  8. คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ อาทิเช่น พอร์ท ระบบไร้สาย เป็นต้น

Add In Business

จำหน่าย
Projector
ราคาถูก

ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact

หรือ

     ปลอดภัย  mail

สรุป

หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจ วิธีเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ ดีขึ้น ว่ามทริคยังไง และควรตัดสินใจเลือกใช้งานแบบไหน หากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้า สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
[email protected] : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน