Ram คือ อะไร มีกี่ประเภท มีการทำงานยังไง พร้อมวิธีการเลือกซื้อและขนาดที่ควรใช้

Ram คือ

คำว่า Ram ในวงการ IT นั้น ย่อมากจาก “Random Access Memory” หรือแปลว่า หน่วยความจำแบบชั่วคราว หมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่สุดในองค์ประกอบของ Computer เลยทีเดียว โดยความสามารถหลักๆ คือ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลชั่วคราว ให้กับสิ่งที่คอมพิวเตอร์กำลังเปิดใช้งานหรือเข้าถึง บทความนี้เราจะมาอธิบายให้เข้าใจกัน ว่า Ram คืออะไร มีกี่ประเภท ทำหน้าที่อะไร พร้อมวิธีเลือกซื้อ

เมื่อเราเปิดใช้งานคอมพิวเตอร์ ตัวเครื่องจะต้องโหลดหรือประมวลผลอะไรบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น Application หรือข้อมูลต่างๆ เป็นต้น Ram คือ หน่วยความจำระยะสั้นของคอมพิวเตอร์ ใช้จัดเก็บและรันข้อมูลแบบชั่วคราว ในทางตรงกันข้าม Hard Disk หรือ SSD นั้น คือหน่วยความจำระยะยาวที่ใช้จัดเก็บข้อมูล นั่นเอง

> อ่านบทความ HDD และ SSD คืออะไร

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทุกชนิด ต้องมี Ram ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Windows, MacOS หรือ Linux), โน๊ตบุ๊ค, แท็บเล็ต, แล็ปท็อป, Smartphone หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เฉพาะทางอย่าง Smart TV เป็นต้น โดยกระบวนการประมวลผลทั้งหมด ล้วนจำเป็นต้องใช้แรมทั้งสิ้น

หน้าที่ของ Ram คือ อะไร

Ram คือ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว ที่จะหยุดทำงานและเคลียร์พื้นที่ ที่จัดเก็บจนว่าง เมื่ออุปกรณ์ปิดตัว มีการทำงานที่รวดเร็วมาก เพราะต้องรองรับสิ่งที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลอยู่ ณ เวลานั้นๆ เช่น การเปิดโปรแกรมหรือ App ต่างๆ ซึ่งการที่คุณเปิด Browser อ่านบทความจาก Add In Business เรื่องแรมนี้อยู่ ณ ตอนนี้ ก็แปลว่า แรมของอุปกรณ์ของคุณก็กำลังทำงานอยู่เช่นกัน

มีกี่ประเภท

เพื่อความเข้าใจที่ที่ง่ายขึ้น ลองจิตนาการว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคุณ คือโต๊ะทำงาน โดยเราสามารถเปรียบได้ว่า Ram นั้น คือพื้นที่บนโต๊ะที่คุณสามารถหยิบเอกสารต่างๆ ออกมาวาง และทำงานได้ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อความสะดวก และเอื้อมถึงง่าย ซึ่งเมื่อคุณทำงานเสร็จ และต้องการเก็บเอกสาร ก็จะเก็บไว้ในลิ้นชัก ซึ่งสามารถเปรียบได้กับเป็น Hard Disk นั่นเอง

ขาย
Computer ราคาถูก

โดยตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

ขาย จำหน่าย ราคาถูก

HP Computer

เลือกซื้อ
Computer

Dell Computer

เลือกซื้อ
คอมพิวเตอร์

Lenovo Computer

เลือกซื้อ

ช่วยให้เปิดใช้งานโปรแกรมหลายๆ ตัว ในเวลาพร้อมกัน

แรมนั้น ทำงานได้รวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ ประมาณ 20 – 100 เท่าตัว ขึ้นอยู่กับชนิดอุปกรณ์ และด้วยความรวดเร็ว ทำให้ Ram ถูกใช้ประมวลผลข้อมูล ณ ขณะนั้นที่กำลังทำงานแบบทันท่วงที กระบวนการการทำงานทั้งหมด คือ เมื่อคุณเปิด Software อะไรซักอย่างของคอมพิวเตอร์ ตัวระบบปฏบัติการ (OS) จะดึงข้อมูลที่ต้องการออกมาจาก HDD เอามาใส่ใน Ram ในขณะทำงาน และเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูก Save กลับเข้าสู่ HDD นั่นเอง

สมมติว่าคุณต้องการแก้ข้อมูล Spreadsheet บางอย่าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดโปรแกรม Microsoft Excel เมื่อคลิกเปิด คอมพิวเตอร์จะโหลด Application Excel เข้าสู่ Ram และเมื่อคุณเปิดไฟล์งาน (ซึ่งเก็บไว้ใน HDD) ตัว OS ก็จะ Copy ข้อมูลไฟล์งานนั้น เข้าสู่แรมเช่นกัน จากนั้นคุณจึงสามารถแก้ไข หรือทำงานที่ต้องการได้

ความหมาย

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว และคุณเลือกคำสั่ง Save ตัวคอมพิวเตอร์ก็จะคัดลอกข้อมูลที่เราแก้ไข และบันทึกกลับลงสู่ HDD อย่างปลอดภัย

ในกรณีที่คุณลืม Save หรือไฟดับ งานที่ทำก็จะหายไปไม่สามารถเปิดใหม่ได้ เพราะ Ram คือ หน่วยความจำแบบชั่วคราวนั่นเอง เมื่อคุณปิดโปรแกรมลง ตัว OS ของคอมพิวเตอร์ก็จะดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาจาก Ram เพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับรองรับการทำงานอื่นๆ ต่อไป

> เลือกซื้อโปรแกรม Microsoft Office ที่นี่

นอกจากนี้ Ram อย่างมีความสามารถในการจดจำสิ่งที่เปิดขึ้นก่อนหน้าได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเปิดคอมพิวเตอร์ และเปิด PowerPoint ขึ้น อาจจะใช้เวลาในการโหลดนานหน่อย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณปิดโปรแกรม แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง (โดยไม่ปิดเปิดเครื่องใหม่) จะเห็นว่าตัว Software จะถูกเปิดขึ้นมาได้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะว่า App ถูกโหลดออกมาแล้วครั้งหนึ่ง และ Ram มีการจดจำข้อมูลบางส่วนไว้

ระบบปฏิบัติการ

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือฟีเจอร์ของระบบปฏิบัติการบางส่วนจะถูกคัดลอกเข้าสู่แรมตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใช้ Windows ฟังก์ชั่นหลักต่างๆ (เช่นการเปลี่ยนรูปภาพ Background) จะถูกคัดลอกเข้าสู่ Ram ตลอดเวลา เพราะตัว OS เองต้องการให้ผู้ใช้งานเข้าถึงฟีเจอร์พื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งตัวอย่างคือฟีเจอร์ของ Windows ที่เรียกว่า SuperFetch ซึ่งมีความสามารถในการจดจำ Pattern พฤติกรรมการใช้งานของ User โดยฟีเจอร์นี้จะทำการ Pre-Load แอพหรือไฟล์ที่มันคำนวณแล้วว่าคุณใช้งานบ่อย ในวันหรือช่วงเวลานั้นๆ เข้าสู่ Ram โดยอัตโนมัติทันทีเมื่อคุณทำการเปิดเครื่อง ซึ่งส่งผลให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เลือกซื้อ Windows 10 ลิขสิทธิ์แท้กับเรา

Windows 10 Pro OEM

Windows 10 Pro OEM

  • Windows 10 Pro สำหรับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค
  • แบบซื้อขาด ลงกับตัวเครื่องถาวร
  • อัพเดตเวอร์ชั่นได้ตลอดไป
  • ลิขสิทธิ์สำหรับเครื่องใหม่เท่านั้น ไม่สามารถลงใช้กับเครื่องเก่าได้
เลือกซื้อสินค้า
Windows 10 Pro FPP

Windows 10 Pro FPP

  • Windows 10 Pro สำหรับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค
  • แบบซื้อขาด ลงกับตัวเครื่องถาวร
  • อัพเดตเวอร์ชั่นได้ตลอดไป
  • สามารถย้ายลิขสิทธิ์จากเครื่องหนึ่งไปยังเครื่องหนึ่ง กี่ครั้งก็ได้
เลือกซื้อสินค้า
Open License

Windows 10 Pro GGWA

  • Windows 10 Pro สำหรับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค
  • ลิขสิทธิ ติดกับบริษัทที่สั่งซื้อ
  • ย้ายเครื่องไม่ได้ Downgrade ได้ทุก Windows Version
  • สั่งซื้อขั้นต่ำ 5 เครื่อง
เลือกซื้อสินค้า

เมื่อ Application ต้องการขนาด Ram จำนวนมากๆ เมื่อเปิดใช้งาน จะขึ้น Progress Bar แจ้งว่ากำลังโหลดอยู่ ซึ่งจะสามารถเห็นได้บ่อยๆ เช่นเวลาคุณเปิดเกมที่กิน Spec แรงๆ มักจะเข้าสู่หน้าจอ Loading Screen ก่อน ช่วงเวลานั้นแหละครับ คือตอนที่ Computer กำลังคัดลอกข้อมูลจาก HDD เข้าสู่ Ram เช่น แผนที่, โมเดลตัวละคร หรืออาวุธต่างๆ เป็นต้น เจ้าข้อความ “Loading” ที่ขึ้นมา มีเพื่อแสดงให้คุณรับรู้ว่าตัวเครื่องกำลังทำงานอยู่นั่นเอง โดยยิ่งเครื่องเรา Ram เยอะ ก็จะยิ่งโหลดเร็วขึ้นครับ

ใช้แรมขนาดเท่าไหร่ดี

ยิ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขอคุณมี Ram เยอะ ก็จะยิ่งทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะการเปิด Application ทุกๆ ตัว (รวมถึง Tab ใน Web Browser ต่างๆ) ล้วนแต่กินทรัพยากรการทำงานของแรมทั้งนั้น เมื่อพื้นที่ Ram เต็ม สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ย้ายข้อมูลบางส่วนกลับไปยังฮาร์ดดิสก์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการโหลด ก็คือทำงานช้า นั่นเอง

เมื่อคุณปิดเครื่อง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกย้ายไปเก็บไว้ใน Storage (SSD หรือ HDD เป็นต้น)

Ram คืออะไร

จริงๆ แล้ว การตัดสินใจว่าจะใช้แรมเท่าไหร่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทงานที่คุณใช้, จำนวนโปรแกรมที่คุณเปิดในช่วงเวลาเดียวกัน และ ความอดทนที่คุณมี ซึ่งเช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่นๆ ของคอมพิวเตอร์ ทุกๆ คนต้องการให้เครื่องของตนทำงานได้รวดเร็วที่สุด

สำหรับบางคนนั้น พื้นที่ HDD อาจะสำคัญกว่าความจุ Ram ด้วยซ้ำ เช่นถ้าเปรียบกับโต๊ะทำงาน ถึงแม้คุณจะมีพื้นที่บนโต๊ะ (แรม) เยอะขนาดไหน แต่ถ้ามีเก๊ะหรือตู้เก็บเอกสาร (HDD) น้อย ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

การใช้แรมในอดีต

ในสมัยก่อน ประมาณ 20-25 ปีที่แล้วนั้น ฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ใช้ CPU แบบ Pentiums เท่านั้น คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะใช้ Ram ไม่เกิน 8GB ซึ่งก็เพียงพอต่อกันรัน Windows 95 และโปรแกรมทั้งหมดในสมัยนั้นแล้ว ต่างจากปัจจุบัน ที่การเปิด Web Browser พร้อมกัน 15-20 Tabs ก็สามารถกินการทำงาน Ram ไปถึง 2GB แล้ว

สมัยนี้ เมื่อคุณเลือกซื้อคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง จะพบว่ามี Option หน่วยความจำ (Memory) หรือ Ram ให้เลือกมากมาย อาทิเช่น 4GB, 8GB หรือ 16GB เป็นต้น โดยในปัจจุบัน รุ่นสเปคต่ำๆ อย่างน้อยก็ต้องมีแรม 4GB ขึ้นไป ในขณะที่รุ่นสเปคแรงๆ แบบ High-End มักจะมีแรม 16GB – 32GB เลยทีเดียว (คุณสามารถเพิ่ม Ram กับอุปกรณ์ได้ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมี Slot เสียบเหลือ)

เลือกใช้ Ram เท่าไหร่ดี

อย่างที่กล่าวข้างต้น ว่าจริงๆ แล้ว ขนาด Ram ที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการของ User ด้วย อย่างไรก็ตาม ผมขอแจกแจงคร่าวๆ ให้ทราบว่าจุดประสงค์การใช้งานต่างๆ แบบใดเหมาะกับแรมขนาดเท่าไหร่บ้างดังนี้

  • 4GB : ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ต (Web Browsing), ทำงานบนโปรแกรม Microsoft Office พื้นฐาน หรือปรับแต่งรูปภาพเบื้องต้น การใช้แรมเพียง 4GB ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว
  • 8GB : สำหรับคนที่ต้องการเปิดใช้งานหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน หรือใครที่ต้องการเล่นเกมสเปคทั่วไป แนะนำให้ใช้แรมขนาด 8GB
  • 16GB : สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการสเปคแรงๆ เช่น เล่น Game ที่สเปคสูงๆ, ตัดต่อวิดีโอ และเขียนโปรแกรม หรือ User ที่ใช้โปรแกรมทั่วไป แต่ต้องการให้เครื่องโหลดเร็วๆ ไม่ต้องชอบรอนาน
  • 32GB ขึ้นไป : สำหรับงานระดับองค์กร ที่ต้องใช้โปรแกรมประมวลผลระดับสูง, การตัดต่อกราฟฟิควิดีโอระดับสูง, การ Render ภาพเสมือนจริง และ Gamer ระดับโปรที่ต้องการคอมแรงๆ เพื่อประสิทธิภาพในการเล่นเกม

ขาย
Notebook ราคาถูก

โดยตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

ขาย จำหน่าย ราคาถูก

HP Notebook

เลือกซื้อ
Notebook

Dell Notebook

เลือกซื้อ
คอมพิวเตอร์

Lenovo Notebook

เลือกซื้อ

เกิดอะไรขึ้นถ้า Ram เต็ม

เมื่อเราเปิดใช้งาน Task ต่างๆ จนเกินความจุแรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตัว Operating System จะทำการดึง Application ที่ใช้งานน้อยสุดในช่วงเวลานั้นจากแรม กลับเข้าสู่ HDD โดยเมื่อคุณเปิดหน้า Application นั้นกลับมาทำงานต่อ ตัวเครื่องก็ต้องโหลดข้อมูลจาก HDD กลับมาใหม่ ทำให้เสียเวลาโหลด อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลการทำงานให้ล่าช้าลงได้

แรมมีกี่ประเภท

Ram นั้นมีหลายประเภทให้เลือกใช้ เพราะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่เหมือนกัน โดยผู้พัฒนาต่างแข่งขันกันพัฒนาแบรนด์ Ram ของตนให้มีความเร็วและความจุที่มากขึ้น ในขณะที่กินพลังงานน้อยลง

ในช่วงยุคแรกๆ สมัย 1990 – 2000 นั้น Ram จะมีให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ SRAM, DRAM และ SDRAM

แปลว่า

SRAM

ย่อมาจาก

DRAM

ทำหน้าที่อะไร

SDRAM

DDR-RAM

ในปัจจุบัน ประเภทของแรมที่นิยมใช้งานกันมากที่สุดได้แก่ DDR-RAM (ย่อมาจาก Double-Data Rate) โดยสามารถแบ่งออกแตกย่อยได้อีก 4 แบบ ได้แก่ DDR2, DDR3, DDR4 และ DDR5 โดยแรมประเภทนี้สามารถขนย้ายไฟล์ข้อมูลหลายๆ ตัวได้ในเวลาเดียวกัน โดยรุ่นที่เราเห็นได้บ่อยๆ ที่สุดจะเป็นตัว DDR4 มีความเร็วในการขนย้ายไฟล์ที่ประมาณ 25 Gigabyte ต่อวินาที

หน่วยความจำ

ตัวอย่าง DDR4 RAM

สำหรับประเภท DDR4 นั้น ก็แบ่งได้อีกหลายแบบตามความเร็วเช่นกัน โดยรุ่นมาตรฐานจะอยู่ที่ 2500 MHz ถ้าคุณต้องการดึงประสิทธิภาพสูงสุดของตัว Ram ออกมา คุณสามารถเพิ่ม Clock ของ Ram ได้เช่นเดียวกันกับ CPU โดยปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าแรมทั่วไปมีความเร็วตั้งแต่ประมาณ 2333 MHz ไปจนถึง 5000 MHz โดยยิ่งค่า MHz สูง แปลว่ายิ่งทำงานได้รวดเร็วนั่นเอง

สำหรับรุ่น DDR5 นั้น เป็นรุ่นใหม่ที่จะมาแทน DDR4 ในเร็วๆ นี้ โดยมีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก สูงสุดที่ 50 Gigabyte ต่อวินาทีเลยทีเดียว

VRAM

ยังมีแรมอีกประเภทที่น่าสนใจ ได้แก่ VRAM (Video Random Access Memory) ซึ่งมักจะติดตั้งอยู่บน Graphic Card หรือการ์ดจอ ใช้สำหรับโหลดข้อมูลกราฟฟิคต่างๆ โดยเฉพาะ (อย่างเช่นกราฟฟิคของเกม) โดยเจ้า Video Ram นี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงาน และประมวลผลได้เร็วกว่า DDR Ram ทั่วไป

ROM คืออะไร

ถึงแม้จะมีเชื่อเรียกคล้ายๆ กัน แต่ Ram นั้นแตกต่างกับ Rom อย่างสิ้นเชิง

Rom คือ Read-only Memory ความหมายตามชื่อเลยครับ คือหน่วยความจำที่คอมพิวเตอร์สามารถใช้เปิดอ่านได้เท่านั้น ไม่สามารถบันทึกอะไรก็ตามลงไปได้ โดยสิ่งที่ใช้ระบบ Rom ที่เราคุ้นเคยกันได้แก่แผ่น CD เพลง หรือ DVD-ROMs นั่นเอง

ข้อควรระวังในการซื้อ

จากที่กล่าวไปข้างต้น ว่าปัจจุบัน DDR4 RAM มีความเร็วอยู่ที่ราวๆ 2133 และ 3000 MHz โดยกลุ่มเกมเมอร์, โปรแกรมเมอร์ และนักตัดต่ออาจจะมองไปถึงรุ่นที่มีค่า Clocked Memory ที่สูงขึ้นเช่น 4800 MHz

ค่า Latency

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Clock Speed นั้นสำคัญ ยังมีปัจจัยด้านอื่นที่สำคัญเช่นกัน ได้แก่ Latency คือช่วงเวลาดีเลย์ระหว่างคำสั่งวิ่งเข้าสู่แรม หรือวิ่งออก ซึ่งยิ่งค่านี้ต่ำ ยิ่งแปลว่าประสิทธิภาพสูง เพราะช่วงเวลาดีเลย์น้อยลง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แรมสเปคดีๆ จะมีความเร็ว 4000 MHz พร้อมค่า Latency ประมาณ CAS 15-18

32-Bit Windows

สิ่งสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงนี้ คือ ค่าความจุสูงสุดของ Ram ก็มีตัวเลขที่จำกัดเหมือนกัน สำหรับใครที่ต้องการใช้ Ram มากกว่า 4GB บน Windows จะต้องใช้เวอร์ชั่น 64-Bit เท่านั้น เพราะเวอร์ชั่น 32-Bit จะสามารถใช้ความจุ Ram ได้สูงสุดเพียง 3.5GB เท่านั้น

การติดตั้ง Windows 64-Bit ลงบนคอมพิวเตอร์รุ่นเก่ามากๆ ที่มี Ram น้อยๆ ก็เป็นข้อควรระวังเช่นกัน เพราะอาจจะเกิดปัญหา OS กินแรมเยอะจนเครื่องช้า ไม่สามารถทำงานได้

คลิปโรงงานผลิต DRAM โดย Kingston

Add In Business

จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก

ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact

หรือ

     ปลอดภัย  mail

สรุป

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับ Ram มากขึ้น ว่ามัน คือ อะไร มีหน้าที่อย่างไร และวิธีเลือกซื้อควรคำนึงถึงปัจจัยใดๆ บ้าง ทั้งนี้ ทาง Addin.co.th ภายใต้ บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด นอกจากจะมีบทความไอทีดีๆ ให้อ่านมากมายแล้ว เรายังมีจำหน่ายอุปกณณ์ไอทีครบทุกประเภท ซึ่งหากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอที สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
[email protected] : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน