คอมดับเองบ่อย ทำไงดี ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะพบปัญหา เล่นเกมอยู่แล้วคอมดับเอง หรือเรนเดอร์งานหนัก คอมก็จอดำไปซะดื้อๆ วันนี้เรามาเช็คปัญหาต่างๆ พร้อมวิธีแก้ คอมดับเอง ในเบื้องต้นก่อนที่จะส่งร้านซ่อมกันครับ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ และวิธีแก้เบื้องต้น ได้รวมไว้ให้ในบทความนี้แล้ว
1. ปัญหาความร้อนสะสม เครื่องร้อนจนดับ
ปัญหาความร้อนสะสมนี่ คือปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดเลยครับ เพราะเมื่อไหร่ที่ความร้อนสะสมอยู่ในตัวเครื่องมากเท่าไหร่ ฮาร์ดแวร์ภายในก็จะเกิด Overheat จนเครื่องดับ หรือ คอมดับเอง ได้เช่นกัน
สาเหตุหลักมาจาก ระบบระบายความร้อนทำงานไม่ทัน เช่น อาจเกิดจากพัดลมฮีตซิงค์ CPU หรือ พัดลมการ์ดจอไม่หมุน จากฝุ่นเกาะหนาแน่น อุดตันตามฮีตซิงก์จนขวางการระบายอากาศ อีกสาเหตุคือ ซิลิโคนระบายความร้อน (Thermal Paste) เสื่อมสภาพจนแห้งกรอบ ทำให้นำความร้อนจากตัว CPU ไปที่แผงระบายความร้อนได้ไม่ดี เมื่อเกิดความร้อนสูงเกินไป ระบบจึงสั่งตัดการทำงานเพื่อป้องกันฮาร์ดแวร์ไหม้นั่นเอง
ตรวจเช็คอุณหภูมิ
เพื่อให้แน่ใจว่าสาเหตุมาจากความร้อนจริงๆ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ การตรวจเช็คความร้อนของ CPU และ GPU ดูก่อน โดยการใช้โปรแกรมสำหรับเช็คอุณหภูมิ อย่าง HWMonitor หรือ Core Temp มาตรวจสอบ หากเปิดใช้งานแล้ว ความร้อนสะสมสูง 90-100°C ตอนที่เล่นเกม หรือเรนเดอร์งานกราฟิก แสดงว่าใช่แน่นอน ความร้อนทำให้เครื่องดับ
ตัวอย่างเช็คอุณหภูมิผ่านโปรแกรม HWMonitor
ตรวจสอบพัดลมในเครื่อง
เพื่อให้แน่ใจว่าพัดลมทุกตัวยังทำงานปกติอยู่หรือไม่ ควรเปิดฝาเคสออกมา เพื่อดูว่าขณะที่เครื่องกำลังทำงาน พัดลมยังหมุนปกติหรือไม่ หากไม่หมุนควรรีบเปลี่ยนใหม่ทันที หรือหากใช้งานได้อยู่ แต่มีฝุ่นสะสมจนเกาะฮีตซิงค์หน้าแน่น ให้รีบทำความสะอาดฝุ่นสะสมภายในเครื่องออกให้หมด แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และถอดปลั๊กไฟออกทุกครั้งก่อนทำความสะอาด
เช็คพัดลมในเครื่องทั้งหมด
เปลี่ยนซิลิโคนระบายความร้อน
หากเครื่องที่คุณใช้งานอยู่ มีอายุการใช้งานมานานว่า 2-3 ปีแล้ว ซิลิโคนนำความร้อนมักจะแห้ง และแข็ง เสื่อมสภาพ จนนำความร้อนไม่ดี ควรจะมีการเปลี่ยนซิลิโคน (Thermal Paste) ใหม่ ทั้ง CPU และการ์ดจอ (GPU) เพียงเท่านี้ ก็อาจจะแก้ปัญหา คอมดับเอง ได้
* สำหรับการ์ดจอควรเป็นการ์ดที่หมดประกันไปแล้ว เพราะการแกะฮีตซิงค์ออกมาเสี่ยงต่อการรับประกันขาด หรือสิ้นสุดทันทีก็ได้
เปลี่ยนซิลิโคน CPU ใหม่
2. ปัญหาจากซอฟต์แวร์ ไดรเวอร์ และระบบปฏิบัติการ Windows
เป็นปัญหาที่หลายคนมักจะมองข้ามไป เพราะส่วนมากแล้วเรามักจะไม่ได้คิดว่าซอฟต์แวร์เกิดการขัดข้องจนทำให้เครื่องดับได้ แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลทำให้คอมค้าง จอฟ้า (Blue Screen of Death) จน คอมดับเอง รีสตาร์ทเองได้เช่นกัน
คอมดับเอง Windows 11 สาเหตุมักจะมาจากไฟล์ระบบ Windows เสีย และไดรเวอร์เกิดความเสียหาย หรือจากการอัปเดต โดยเฉพาะไดรเวอร์การ์ดจอ ที่มักจะเกิดปัญหาหลังจากการอัปเดต Windows ทำให้ Package Driver ที่ฝังมากับ Windows Update ชนกันกับเวอร์ชันที่ติดตั้งอยู่ (*GPU Driver ที่มีมาพร้อมกับ Windows Update มักจะเป็นเวอร์ชันที่เก่ากว่าการอัปเดตจากหน้าเว็บโดยตรง) หรือบางบางครั้ง ตัวเครื่องอาจจะติดมัลแวร์, ไวรัสจากแหล่งอื่น มาแอบรันสคริปต์ สั่งให้คอมพิวเตอร์ชัตดาวน์ตัวเองได้เช่นกัน
ลองใช้งาน Safe Mode
ทดสอบด้วยการเข้า Safe Mode เพื่อเช็คว่าเครื่องยังดับอยู่ไหม หากไม่ดับแสดงว่าเป็นที่ซอฟต์แวร์ หรือไดรเวอร์แน่นอน ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ถ้าคุณสามารถเข้าหน้า Desktop ได้ หรือค้างอยู่ที่หน้าจอ Sign-in (หน้าล็อคอิน) ให้ใช้วิธีนี้ครับ โดยให้คลิกที่ไอคอน Power > กดปุ่ม Shift บนคีย์บอร์ดค้างไว้ แล้วคลิกที่ Restart (รีสตาร์ท)
กดปุ่ม Shift + คลิกปุ่ม Restart
เครื่องจะรีสตาร์ทเข้าสู่หน้าจอสีฟ้า (WinRE) ให้คลิกตามลำดับต่อไปนี้ครับ หน้าแรกคลิกที่ Troubleshoot > Advanced options > Startup Settings > ตามด้วยคลิกปุ่ม Restart
คลิกปุ่ม Restart
เมื่อเครื่องบูทขึ้นมาใหม่ จะมีหน้าจอเมนูตัวเลข โดยมีให้เลือกคือ
- กดปุ่ม 4 หรือ F4 เพื่อเข้า Safe Mode แบบปกติ
- กดปุ่ม 5 หรือ F5 เพื่อเข้า Safe Mode ที่สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้
- กดปุ่ม 6 หรือ F6 เพื่อเข้า Safe Mode เพื่อใช้งานในโหมด Command Prompt
* แต่ในกรณีที่เข้า Safe Mode แล้วคอมยังดับอยู่ แสดงว่าเกิดปัญหาฮาร์ดแวร์
คลิกเลือก Safe Mode with Networking
ทำการ Rollback หรืออัปเดตไดรเวอร์ใหม่
โดยให้โหลดไดร์เวอร์การ์ดจอมาติดตั้งใหม่ โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของแต่ละค่าย เช่น ค่ายเขียว ก็เข้าไปโหลดที่เว็บ NVDIA ค่ายแดงก็ให้โหลดที่เว็บ AMD Radeon มาติดตั้งใหม่ให้
ดาวน์โหลด และติดตั้ง Driver การ์ดจอใหม่
* แต่ถ้าอัปเดตไดรเวอร์ใหม่แล้วยังไม่หาย ให้ลบไดรเวอร์การ์ดจอออกให้หมด รวมถึงโปรแกรมที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อลบเสร็จแล้วให้ Restart เครื่องใหม่สัก 1 รอบ หลังจากนี้ให้โหลดไดรเวอร์ตัวล่าสุดมาติดตั้งใหม่อีกครั้ง
ในกรณีที่ยังมีปัญหาอยู่ ควร Rollback หรือถอนการติดตั้งการอัปเดต Windows แพตช์ล่าสุดออกไปก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้
กดคีย์ลัด Windows + I เพื่อเปิดการตั้งค่า > คลิกเลือกที่แถบ Windows Update > เลือก Update history
คลิก Windows Update > Update history
ในหน้าต่างนี้ให้คลิกที่ Uninstall การอัพเดตล่าสุดที่มีปัญหาได้เลย และลองใช้งานดูว่า คอมดับเอง อีกไหม
คลิก Uninstall แพตช์อัปเดตที่เกิดปัญหา
สแกนไวรัส
ในบางครั้ง อาจไม่ได้เกิดจาก Driver เสมอไป แต่มันเกิดจากระบบติดไวรัส จนทำให้บางโปรแกรมทำงานผิดพลาด จนเกิดปัญหา ทำให้เครื่องดับ หรือจอฟ้าได้เช่นกันครับ ให้รันโปรแกรมสแกนไวรัสแบบ Full Scan ในตัวอย่างนี้ผมใช้ Windows 11 และไม่ได้ติดตั้งโปรแกรม Anti-Virus เสริมแต่อย่างใด
ขั้นตอนในการทำก็ให้คลิกลูกศรที่แถบ Taskbar > คลิกเลือกที่ Windows Security
คลิกลูกศรบน Taskbar > เลือก Windows Security
คลิกเลือกที่ Virus & threat protection
คลิกเลือก Virus & treat protection
คลิก Scan options
คลิกเลือก Scan options
คลิกเลือกที่ Full Scan > จากนั้นคลิกที่ Scan now ได้เลย หลังจากนี้ก็รอให้โปรแกรมสแกน และจัดการ หากมีการตรวจพบสิ่งผิดปรกติ ระบบก็จะแจ้งเตือนขึ้นมาให้เราจัดการต่อ ว่าจะทำยังไงกับไฟล์ที่มีความเสี่ยงนั้น
เลือก Full scan > และคลิก Scan now
หรือหากแก้ปัญหา คอมดับเอง ไม่หายจริงๆ การลง Windows ใหม่แบบ Clean Install คือ ทางออกที่จบปัญหาซอฟต์แวร์ได้ 100% หากไม่ติดปัญหาเรื่อง
3. แรม (RAM) หรือการ์ดจอ (VGA) หลวม
RAM และ การ์ดจอ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น และถูกเรียกใช้งานตลอดเวลา เมื่อเคสมีการกระแทก ก็มีโอกาศทำให้ฮาร์ดแวร์ภายในขยับได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากฝุ่นสะสมจนทำให้หน้าสัมผัสสกปรกมากกว่า
ปัญหามักจะเกิดมาจากการเคลื่อนย้ายเคสคอมพิวเตอร์ หรือเกิดการกระแทกจนฮาร์ดแวร์บางชิ้นขยับบ้างจน คอมดับเอง เปิดไม่ติดได้เช่นกัน แต่สาเหตุหลักๆ มักจะมาจากการเกิดความชื้น ฝุ่นละอองในอากาศเมื่อใช้งานมานาน จนทำให้หน้าสัมผัสทองเหลืองของ RAM หรือการ์ดจอ (GPU) เกิดคราบออกไซด์ (oxide) หรือมีความสกปรก ส่งผลให้การส่งข้อมูลสะดุด คอมค้าง จอฟ้า หรือดับไปเองนั่นเอง
ปิดเครื่องและถอดปลั๊กไฟ
ก่อนจะแกะเครื่อง เพื่อทำความสะอาดภายใน ให้ปิดเครื่อง และถอดปลั๊กไฟออกก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการลัดวงจร จนทำให้เกิดความเสียหายกับฮาร์ดแวร์ภายในได้ และที่สำคัญเป็นการป้องกันตัวเองจากการโดนไฟฟ้าช๊อตได้อีกด้วย
ถอดปลั๊กไฟออกให้หมด
ถอด RAM และการ์ดจอออกมาทำความสะอาด
ขั้นตอนต่อมา ให้ถอดการ์ดจอ (VGA Card) และ RAM (Random Access Memory) ออกมาด้วยความระมัดระวัง
ถอด RAM และการ์ดจอออก
เมื่อถอดออกมาแล้วจะเห็นว่ามีแถบทองแดงอยู่ ตรงนี้เรียกว่าขา PIN หรือหน้าสัมผัสทางไฟฟ้า เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อ และส่งสัญญาณนั่นเอง ส่วนที่เป็นทองแดงนี่แหละครับ ที่เราต้องทำความสะอาด ให้ใช้ยางลบ มาถูเบาๆ จนกว่าขา PIN จะสะอาด โดยสังเกตดูว่าคราบสกปรกต่างๆ หลุดออกไปหรือยัง (*ที่สำคัญห้ามใช้มือจับส่วนที่เป็นทองแดงโดยเด็ดขาด เพราะคราบไขมันจากมือเราจะส่งผลให้เกิดความชื้นตามหลังได้) และอย่าลืมทำความสะอาด ปัดฝุ่นบริเวณซิงค์ระบายความร้อนด้วย
ใช้ยางลบทำความสะอาดขาทองแดง
ทำความสะอาด Slot บนเมนบอร์ด
นอกจากจะทำความสะอาด RAM กับ การ์ดจอแล้ว สิ่งที่ควรทำอีกอย่างก่อนประกอบอุปกรณ์ลงไปก็คือ ทำความสะอาด Slot โดยใช้แปรงขัดเบาๆ ที่สล็อตบนเมนบอร์ดด้วย หากมีเครื่องเป่าลม ก็สามารถนำมาเป่าเพื่อลดฝุ่นที่อยู่ตามซอกเล็กๆ ได้เช่นกัน เมื่อเสร็จแล้วก็เสียบอุปกรณ์กลับเข้าไปให้สนิท (ถ้าเป็น RAM จะมีเสียงคลิก พร้อมกับสังเกตว่าขาล๊อกทั้งสองข้างล๊อคที่ตัวแรมแน่นหรือยัง) ส่วนการ์ดจอนั้น ให้เช็คว่าเสียบแน่นหรือยัง พร้อมกับขันน๊อตยึดให้เรียบร้อย เท่านี้ก็สามารถเสียบปลั๊กต่อจอ เปิดใช้งานได้ตามปกติ หมดปัญหา คอมดับเอง แล้ว
ใช้แปรงปัดทำความสะอาด slot บนเมนบอร์ด
4. การตั้งค่า BIOS / UEFI ผิดพลาด
ถ้า คอมดับเอง แต่ไฟเมนบอร์ดยังติดอยู่ หรือพัดลมยังทำงานตลอดแต่จอไม่แสดงภาพ อาจจะเกิดจากการตั้งค่า BIOS ที่ปรับ จนฮาร์ดแวร์ทำงานไม่ได้ หรือเกิดข้อผิดพลาดระหว่างทำงาน จนทำให้ระบบตัดการทำงานไปเอง
สาเหตุหลักมักเกิดจากการไปปรับแต่งตั้งค่า Overclock (OC) ไม่ว่าจะเป็น CPU หรือ RAM (XMP) ที่เกินขีดจำกัดของฮาร์ดแวร์ ทำให้กระแสไฟเข้าไปเลี้ยงวงจรมากเกินไป เกิดความร้อนสูง ระบบไม่เสถียร และตัดการทำงานไปเอง หรือปัญหาที่เกิดจากตัวเมนบอร์ดเอง เช่นไฟลัดวงจร หรือเสื่อมสภาพ
รีเซ็ต BIOS/UEFI
ให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้น (Load Optimized Defaults) เมื่อเข้าไปที่หน้าต่างหลักของ BIOS แล้ว ให้กดปุ่ม F9 ที่คีย์บอร์ด โดยเกือบทุกรุ่นจะกดเหมือนกัน จากนั้นให้เลือก OK แล้วกด Enter > เสร็จแล้วตามด้วยกดปุ่ม F10 เพื่อบันทึกและรีบูตเครื่องใหม่
กด F9 เพื่อ Reset BIOS เป็นค่าพื้นฐาน
เคลียร์ CMOS
สามารถลองใช้วิธีนี้ หากเครื่องเปิดไม่ติด โดยจะเป็นการถอดถ่านกระดุม (CR2032) ที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดออก ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที *ก่อนจะถอดถ่านออกนั้น ควรถอดปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ต่อพ่วงออกให้หมดก่อน เพื่อไม่มีมีกระแสไฟไหลเข้าไปเลี้ยงนั่นเอง
ถอดถ่าน CMOS
เมื่อครบกำหนดแล้ว ก็ให้ใส่ถ่านกลับเข้าไปอีกครั้ง เสียบปลั๊ก และอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สำคัญ เปิดใช้งานตามปกติ ถ้า CMOS ถูกเคลียร์แล้ว เปิดครั้งแรก ระบบจะเด้งเข้าไปสู่หน้า BIOS เพื่อให้เราตั้งค่าต่างๆ ใหม่ทั้งหมด เช่น ตั้งค่าลำดับการบูตของอุปกรณ์ รวมถึง นาฬิกา และวันที่ด้วย
ตั้งค่า BIOS ใหม่ทั้งหมด รวมถึงวันที่ และเวลา
5. Power Supply จ่ายไฟไม่พอ หรือเสื่อมสภาพ
เชื่อว่าหลายท่านคงจะเจอปัญหานี้ เช่น เล่นเกมแล้วคอมดับ PSU มีเสียงแปลกๆ, คอมดับเอง ตอนเล่นเกมหนักๆ หรือคอมชอบดับเอง ตอนเรนเดอร์งาน อาการเหล่านี้อาจจะมาจาก Power Supply จ่ายไฟไม่เพียงพอก็ได้ครับ
อย่างที่พูดไปก่อนหน้าครับ อาการคอมดับวูบไปเลยเหมือนไฟตก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน ว่าเกิดจาก PSU จ่ายกำลังไฟ (Watt) ไม่เพียงพอต่อความต้องการของฮาร์ดแวร์ ยิ่งตอนเล่นเกม หรือตอนรันโปรแกรมหนักๆ เช่นตัดต่อวิดีโอ หรือเรนเดอร์งาน เพราะช่วงเวลานี้ ตัวเครื่องจะใช้กำลังไฟสูงขึ้น จน หาก Power Supply จ่ายไฟไม่เพียงพอก็จะทำให้ คอมดับเอง ได้ อีกกรณี หากก่อนหน้านี้ใช้งานได้ปกติไม่เคยดับเลย แต่ช่วงหลังเริ่มมีอาการคอมดับบ่อยเวลาทำงานหนัก หรือช่วงพีค แสดงว่า PSU เริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
ปลั๊กหลวม
สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปเลย คือเครื่องปลั๊กพ่วงนี้แหละครับ เพราะบางครั้งคอมดับ ไปเองแม้จะไม่ได้ใช้โหลดที่หนักอะไร แต่มันเกิดจากปลั๊กที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือหลวมจนทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งได้ไม่เต็มที่ ควรตรวจสอบปลั๊กก่อนเป็นอันดับแรก
ตรวจสอบปลั๊ก และเสียบให้แน่น
เช็คว่า PSU ยังทำงานอยู่หรือไม่
ในกรณีที่ คอมดับเอง แล้วเปิดไม่ติด ให้เช็คว่า Power Supply ยังทำงานอยู่หรือไม่ โดยวิธีเบื้องต้นทดสอบด้วยการจั๊บสายไฟที่สายแพ Main Power ด้วยการใช้คลิปหนีบกระดาษจั๊มที่สายสีเขียว + สีดำ หรือขาที่ 13 + 14 สำหรับรุ่น 20PIN และขาที่ 15 + 16 สำหรับรุ่น 24PIN เพื่อดูว่าพัดลมยังหมดอยู่หรือไม่
* วิธีนี้ แนะนำให้ถอดสายไฟจาก PSU ที่เลี้ยงตามอยู่อุปกร์ต่างๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรที่อาจจะเกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ภายใน)
ใช้คลิปหนีบกระดาษจั๊มสายสีเขียว กับสีดำ
เช็คว่า PSU จ่ายไฟเพียงพอหรือไม่
จะเป็นการเช็คว่าสเปคคอมพิวเตอร์กินไฟเกินกำลังของ PSU หรือไม่ ด้วยการตรวจสอบฉลากบน PSU ว่าจ่ายกำลังไฟได้สูงสุดที่กี่วัตต์ (Watt)
ตัวอย่างกำลังวัตต์บนตัว PSU
ต่อมาให้คำนวณกำลังไฟจากอุปกรณ์ที่ใช้งานทั้งหมด เช่น
- CPU: เป็นสิ่งที่ควรนำมาคำนวณเป็นอันดับแรกเลยครับ เพราะทุกเครื่องต้องมีสิ่งนี้ในเครื่องอยู่แล้ว ซึ่งให้ดูจากการกินพลังงานแบบ Turbo สูงสุดที่เท่าไหร่
- GPU: ตัวกินไฟเบอร์ต้นๆ ของเครื่องเลยครับ ถ้าหากมีการใช้งานแบบ Full load มันจะกินไฟเต็มที่ PSU ทำงานหนักเลย โดยเช็คได้จากสเปคดูที่ค่ากินไฟสูงสุด
- Mainboard: คำนวณคร่าวๆ ประมาณ 30-50Watt ขึ้นอยู่กับบอร์ดแต่ละชนิด และชุดไฟ RGB ที่ตกแต่งด้วย
- Storage: ถ้าเป็น SSD จะกินไฟเพียง 3-5W ต่อลูก แต่ถ้าเป็น HDD กิจจะกินไฟประมาณ 5-10W ต่อลูก
- Cooling System: ทั้งพัดลมระบายความร้อน CPU และพัดลมระบายความร้อนในเคส ให้นับตัวละประมาณ 5-12W ถ้ามีไฟ RGB แต่ถ้าเป็นชัดน้ำ ก็อาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 10 – 25W ทั้งนี้เพื่อความแน่ชัด สามารถดูที่ข้างกล่องสินค้าจะดีที่สุด
- อุปกรณ์ต่อพ่วง: พวกเมาส์ คีย์บอร์ด ฮาร์ดดิสก์พกพา และอื่นๆ ที่เชื่อมผ่าน USB ให้ตีเหมารวมไว้ประมาณ 15-30W เพราะบางชิ้นมักจะมีไฟ RGB เสริมเข้ามาด้วย
* เมื่อคำนวณอัตราการกินไฟทั้งหมดแล้ว ว่าใช้งานแบบ Full load ทั้งหมดกี่วัตต์ สิ่งต่อมาคือนำไปหักลบกับ PSU ที่ใช้งานอยู่ และควรเหลือเพื่อไว้ประมาณ 20-30% จะปลอดภัยต่อ Power Supply ด้วย เพราะถ้าใช้พลังงานเต็มที่ตลอดเวลา ก็จะเกิดความร้อนสูง และส่งผลให้เสื่อมสภาพเร็วนั่นเอง
ตัวอย่างอัตราการกินไฟสูงสุดของ CPU
Power Supply เสีย
หาก PSU เสีย หรือเสื่อมสภาพจนจ่ายไฟไม่นิ่งแล้ว ก็อาจะทำให้ คอมดับเอง ได้ แนะนำให้เปลี่ยนตัวใหม่ที่มีคุณภาพสูงมาใช้แทนตัวเก่า โดยเลือกเป็นรุ่นที่มีมาตรฐาน 80 Plus ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ โดยเลือกซื้อรุ่นที่มีมาตรฐาน 80 Plus ขึ้นไป เพราะจ่ายไฟได้สูงกว่า 80% มีความเสถียรสูง นอกจากนี้ยังช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ทำให้ประหยัดไฟอีกด้วย มาตรฐาน 80 Plus ก็มีให้เลือกหลายแบบ ดังนี้
| มาตรฐาน PSU | ให้กำลังไฟประมาณ |
| 80 Plus White | 80 – 82% |
| 80 Plus Bornze | 82 – 85% |
| 80 Plus Sliver | 85 – 88% |
| 80 Plus Glod | 87 – 90% |
| 80 Plus Paltinum | 90 – 94% |
| 80 Plus Ttianium | 92 – 94% ขึ้นไป |
ตัว PSU ที่มีสติ๊กเกอร์ 80 Plus
Add In Business
จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก
ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี
สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact
หรือ
สรุปวิธีแก้ปัญหา คอมดับเอง
สรุปแล้ว คอมดับเอง เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ โดยอาการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ผมสรุปสั้นๆ ให้ดังนี้ครับ
- ปัญหาความร้อนสะสม สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ระบบตัดการทำงาน แก้ได้โดยการเช็คอุณหภูมิ ทำความสะอาดฝุ่นที่พัดลม ฮีตซิงก์ และเปลี่ยนซิลิโคนระบายความร้อนที่เสื่อมสภาพ
- ปัญหาซอฟต์แวร์และ Windows ที่เกิดจากไฟล์ระบบหรือไดรเวอร์ เนื่องมาจากการอัปเดต Window ที่สามารถแก้ไขด้วยการติดตั้งไดรเวอร์การ์ดจอใหม่ หากแก้ไม่หายต้องลง Windows ใหม่
- ปัญหา RAM หรือ VGA หลวม หรือหน้าสัมผัสสกปรก มักเกิดจากการกระแทก และคราบออกไซด์จากฝุ่นสะสมทำให้การส่งข้อมูลสะดุด แก้ไขได้ด้วยการถอดมาใช้ยางลบขัดหน้าสัมผัสทองแดง และปัดฝุ่นทำความสะอาดสล็อตบนเมนบอร์ด
- ปัญหาจากตั้งค่า BIOS ผิดพลาด ที่เกิดจากผู้ใช้เอง มักจะมาจากการ Overclock ที่เกินขีดจำกัดทำให้ระบบไม่เสถียร แก้ไขด้วยการคืนค่า BIOS เป็นค่าเริ่มต้น หรือถอดถ่านเคลียร์ CMOS
- ปัญหา PSU จ่ายไฟไม่พอหรือเสื่อมสภาพ บางครั้งเราติดตั้งฮาร์ดแวร์เพิ่มเข้าไปโดยลืมเช็คว่า PSU ของเครื่องจ่ายไฟได้สูงสุดเท่าไหร่ เมื่อเครื่องทำงานในช่วงพีค กินไฟสูงสุด ก็ทำให้เกิด Overload จนทำให้เครื่องดังวูบไป สามารถเช็คเบื้องต้นด้วยการจั๊มสายไฟ และตรวจสอบการกินไฟของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดใหม่อีกครั้ง หาก PSU เสีย จริงๆ การเปลี่ยนใหม่คือคำตอบ แต่ควรเลือกรุ่นที่ผ่านมาตรฐาน 80 Plus
จริงๆ แล้วการหมั่นเช็ค และทำความสะอาดเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเป่าฝุ่น จะช่วยลดฝุ่นสะสม ที่เป็นสาเหตุของเครื่องร้อนได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ไปในตัว เพื่อช่วยให้คอมพิวเตอร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานนั่นเองครับ
Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]
ผู้เขียน
Kittipong-J.
หลงไหลในโลก IT เป็นคนไม่เก่งแต่ชอบที่จะลอง และมองหาความรู้จากสิ่งรอบตัว






