หลายๆ ท่านคงทราบกันดี ว่า macOS Big Sur คือระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่มีการเปิดให้ดาวน์โหลดมาใช้งานกันเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ที่ผ่านมา พร้อมฟีเจอร์ ฟังก์ชั่น และรูปลักษณ์การดีไซน์แบบใหม่ บทความนี้จะมาสรุปให้ท่านผู้อ่าน เข้าใจมากขึ้นว่า Big Sur ดีไหม มีอะไรใหม่ๆ บ้าง หรือปัญหาการใช้งานตรงไหนหรือไม่ ควร download มาใช้งานเลยหรือเปล่า พร้อมรีวิวเบื้องต้น
เชื่อว่าหลายๆ คน อาจจะไม่ทราบ ว่าชื่อ Big Sur นั้น มาจากชื่อของหุบเขากลุ่มหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการตัวนี้ยังถือว่าเป็น macOS 11 ด้วย ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรกที่อัพขึ้นมาจาก macOS 10 ในรอบ 20 ปีเลยทีเดียวครับ ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาเดียวกัน Apple ก็ได้ทำการเปิดตัวระบบประมวลแบบใหม่ที่ใช้ Processor แบบชิป M1 ด้วยครับ
> อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Apple M1 ที่นี่
> อ่านบทความวิเคราะห์ MacBook Pro รุ่น M1 ที่นี่
Version ล่าสุดของ mac OS Big Sur นั้นคือ 11.1 ซึ่งอัพเดตให้ใช้งานในวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา
เลือกซื้อ Mac Models
รุ่น M1
ขาย Mac รุ่น Processor Apple M1 chip ทุกโมเดล
วันเปิดตัวและวิธี Download
ในวันที่ 10 พ.ย. 2020 แอปเปิลได้มีการจัดงานอีเวนท์ “One More Thing” พร้อมกับประกาศวันเปิดตัว macOS รุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Big Sur ใน 2 วันถัดไป คือ 12 พ.ย. 2020 นั่นเอง นั่นหมายความว่า ปัจจุบันทุกๆ ท่านที่ใช้ Mac ก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้แล้ว
หากคุณหา Big Sur ไม่เจอ ให้ลองเช็ค Pop Up บนหน้าจอในส่วนของ Notification Centre หรือให้เข้าไปที่ Software Update ผ่าน System Preference (คลิกที่โลโก้ Apple บริเวณซ้ายบน) จะเห็นช่องทาง Update ถ้ายังไม่เห็น สามารถดาวน์โหลดผ่าน App Store ได้ที่นี่
วิธี Update จาก macOS Catalina หรือ Mojave
ถ้าใครที่มี Mojave หรือ Catalina ติดตั้งอยู่บน Mac อยู่แล้ว จะมี Option ให้ Install โผล่ขึ้นมาให้คลิกผ่าน Software Update หรืออจจะเห็น Notification ขึ้นเตือนว่าสามารถอัพเดตได้แล้วตามรูป
- เปิด System Preference (คลิกที่ Apple Logo ในเมนูเพื่อหา)
- คลิก Software Update
- ตัวคอมพิวเตอร์ของคุณ (Mac) จะทำการเช็คตัวเครื่องเองเพื่อแสดงการอัพเดตต่างๆ ที่สามารถทำได้ ให้คลิก Upgrade Now เพื่อ Download ตัวติดตั้ง macOS เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด
- เมื่อตัวติดตั้ง หรือ Installer ถูกดาวน์โหลดมาแล้ว ผู้ใช้งานจะสามารถคลิก Install เวอร์ชั่นล่าสุดของ OS ได้ ซึ่งระหว่างการติดตั้งนั้น คุณจะไม่สามารถใช้งาน Mac ของคุณได้ในชั่วขณะหนึ่ง
ทาง Apple แนะนำว่า ควรจะเผื่อพื้นที่ว่างใน Mac ที่ต้องการดาวน์โหลดและติดตั้ง macOS Big Sur ไว้ประมาณ 35GB และกระบวนการ Download ไปจนถึงติดตั้ง อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นควรทำการอัพเดตตอนที่มีเวลาว่าง และไม่จำเป็นต้องเปิดใช้ข้อมูลในตัวเครื่อง
เวอร์ชั่นล่าสุดของ macOS Big Sur
ปัจจุบัน Version ล่าสุดของ Big Sur คือ macOS 11.1
macOS 11.1
การอัพเดตในเวอร์ชั่นนี้ เน้นจำเพาะเจาะจงไปในการแก้ไข Bug และปรับปรุง Security แต่ก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
สำหรับใครที่ใช้ Mac รุ่นระบบประมวลผลแบบ Apple M1 รุ่นใหม่ จะมี Option ในการปรับ Application ของ iPhone และ iPad ให้เปิดใช้ในเครื่องได้โดยการแสดงผลแบบแนวนอน ขยายหน้าจอให้เต็มหน้าต่าง Screen ของตัวเครื่อง
ในส่วนของ iOS 14.3 ช่วยให้ iPhone 12 Pro และ Max สามารถรองรับ ProRAW format และ mac OS Big Sur Update ได้ นั่นแปลว่าคุณจะสามารถปรับแต่งรูปภาพจาก Smartphone บนเครื่อง Mac ได้เลย
ยังมีฟีเจอร์อื่นๆของ macOS 11.1 ที่น่าสนใจอีก ดังนี้
- รองรับ AirPods Max ตัวใหม่
- ปรับปรุงหน้าจอแสดงผลสำหรับ TV app ประกอบด้วย Apple TV+ tab และพัฒนาระบบการค้นหาต่างๆ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
- ระบบความเป็นส่วนตัวแบบใหม่ใน App Store
- Dashcoard แบบใหม่ภายใน Arcade Games สำหรับแนะนำเกมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
- มีฟีเจอร์การค้นหาสำหรับหมวดหมู่ eco-friendly โดยเฉพาะใน Safari (ใน Application Maps)
macOS 11.0.1
ทีนี้เรามาดูเวอร์ชั่นก่อนหน้ากันบ้าง ว่ามีการอัพเดตฟีเจอร์อะไรบ้าง โดยส่วนมากจะเน้นในส่วนปรับปรุงระบบ Security ดังนี้
- ช่วยให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ยกระดับความเป็นส่วนตัว
- แก้ปัญหาที่ไฟล์ Audio บางส่วน อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ Code ในตัวเครื่อง รวมไปถึงหน่วยความจำ
- แก้ไขไฟล์รูปภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ Code ในตัวเครื่อง
- แก้ไข Font ตัวหนังสือ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ Code ในตัวเครื่อง
- ป้องการผู้ไม่ประสงค์ดีที่แอบ Remote เข้ามาในตัวเครื่อง Mac ของเรา
- แก้ไขปัญหาการเสื่อมของ Memory
macOS Big Sur Version 11.0.1 นั้น มีการปล่อยให้ดาวน์โหลดใช้งานกันในวันที่ 19 พ.ย. 2020 หรือประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากเปิดตัวเวอร์ชั่นแรกสุดนั่นเองครับ
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ปัญหาเกี่ยวกับการดาวน์โหลดและติดตั้ง
Big Sur นั้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการ Upgrade macOS ที่มีปัญหามากที่สุดในรอบหลายๆ ปีเลยก็ว่าได้ครับ ไม่เพียงแต่ปัญหาระหว่างการ Download เท่านั้น การ Install ก็มี Error เกิดขึ้นพอสมควร เพราะ Big Sur ต้องการพื้นที่ว่างถึง 35GB สำหรับการติดตั้ง นอกจากนี้ ยังมีหลายๆ คนพบว่าเจ้าระบบปฏิบัติการตัวนี้มี Bug และปัญหามากมายหากใช้งานกับ MacBook Pro Model ปี 2013-2014 อีกด้วย
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ทำการดาวน์โหลด macOS Big Sur ตั้งแต่มีการเปิดตัวใหม่ๆ จะพบว่าการ Download กินเวลานานมากๆ เพราะคนรุมเข้าไปโหลดกันเยอะมากถึงขนาด Serve ของ Apple ล่มหนึ่งวันเต็มๆ เลยทีเดียวครับ
ปัญหาการใช้งาน
ข้อเสียในการใช้งานนั้นก็มีเหมือนกัน เพราะใน macOS Big Sur ทางแอปเปิลจะเป็นเจ้าของโปรแกรม VPNs และ Firewall โดยตรง ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้
ในส่วนของ Security นั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าทำให้ความปลอดภัยลดลง เพราะทาง apple ตัดสินใจกีดกันไม่ให้ App หลายๆแอพ Routed ผ่าน Frameworks ที่ปลอดภัย ทำให้จำเป็นต้องใช้ Firewalls จาก 3td Party เข้ามาเสริมอาทิเช่น Little Snitch หรือ Lulu เป็นต้น ซึ่งอาจจะไม่แข็งแกร่งพอจะป้องกันการเข้าถึงของ Malware ที่อันตรายบางชนิด
Mac รุ่นไหนได้ไปต่อ
หลายๆ คนคงสงสัยว่าแมครุ่นไหน ใช้ macOS Big Sur ได้บ้าง ผมขอสรุปมาให้ทราบกันสั้นๆ ได้แก่ Mac รุ่นเหล่านี้
- MacBook รุ่นตั้งแต่ปี 2015 ขึ้นไป
- MacBook Air และ MacBook Pro รุ่นตั้งแต่ปี 2013 ขึ่นไป
- Mac mini และ iMac รุ่นตั้งแต่ปี 2014 ขึ้นไป
- iMac Pro ทุกรุ่น
- Mac Pro รุ่นตั้งแต่ปี 2013 ขึ้นไป
โปรดทราบไว้ว่าก่อนจะอัพเดตแมคของคุณ ต้องเผื่อพื้นที่ไว้ 35GB ในการดาวน์โหลดและติดตั้ง
MacBook โมเดลตั้งแต่ปี 2015
เป็นไลน์ของแมคบุ๊ค 12 นิ้ว ที่ขนาดบางและเล็ก พร้อม Retina Display ที่แอปเปิลเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมปี 2015 ถ้าคุณเป็นเจ้าของ MacBook รุ่นเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสี Gold, Silver หรือ Space Grey ก็สามารถอัพเกรต Operating System เป็น macOS Big Sur ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ
MacBook Air โมเดลตั้งแต่ปี 2013
สำหรับแมคบุ๊คแอร์ แอปเปิลไม่ได้ทำการออกรุ่นใหม่ๆ บ่อยนักเท่าไหร่ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2015 – 2018 ที่ไม่มีการ Update ใดๆ เลย อย่างไรก็ตาม MacBook Air ทุกๆ รุ่นตั้งแต่รุ่นปี 2013 จะสามารถใช้ Big Sur ได้ ทั้งโมเดลขนาด 11 และ 13 นิ้ว
MacBook Pro โมเดลตั้งแต่ปี 2013
ตราบใดที่แมคบุ๊คโปรของคุณไม่ใช่รุ่นก่อนหน้าปี 2013 คุณก็ยังสามารถใช้ macOS Big Sur ได้ ต้องคอยเช็คและระวังด้วยเพราะโมเดลปี 2012 ที่มี DVD Drive นั้น มีการจำหน่ายในปี 2016 ด้วย ซึ่งไม่สามารถใช้งาน OS นี้ได้
ทั้งนี้ ควรจะทราบไว้ว่า MacBook Pro รุ่น 2013-2014 นั้น ไม่เหมาะกับการใช้งาน Big Sur ตามที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น
Mac mini โมเดลตั้งแต่ปี 2014
เช่นเดียวกับ MacBook Air เจ้าแมคมินิไม่ได้รับการอัพเดตจากแอปเปิลบ่อยมากนัก รุ่นที่รองรับ Big Sur ได้แก่ Model ตั้งแต่ปี 2014
iMac โมเดลตั้งแต่ปี 2014
ฟีเจอร์หลักที่พัฒนาขึ้นมาของไอแมคเมื่อปี 2014 คือมีหน้าจอแบบ Retina 5K Display สำหรับโมเดล 27 นิ้ว และในปีต่อมาก็เปิดตัวหน้าจอ 4Kเพราะฉะนั้น หาก iMac ของคุณมี Retina Display ก็หมายความว่าสามารถติดตั้ง macOS Big Sur ได้อย่างหายห่วง รวมถึงรุ่น non-Retina ขนาด 21.5 นิ้ว ในปี 2014 ด้วย
iMac Pro ทุกโมเดล
สำหรับไอแมคโปร มีการเปิดตัวรุ่นแรกสุดในปี 2017 จึงไม่แปลกที่สามารถรองรับ Big Sur ได้ทุกๆ รุ่น
Mac Pro โมเดลตั้งแต่ปี 2013
มีเพียงแมคโปร 2 รุ่นเท่านั้นที่รองรับ Big Sur ได้แก่รุ่นปี 2013 ที่มีรูปทรงเหมือนถังขยะ และรุ่นใหม่ล่าสุดในปี 2019 ถ้าคุณเป็นเจ้าของรุ่นเก่ากว่านั้น ก็หมดสิทธิ์จะใช้งานครับ
เลือกซื้อ Mac ราคาถูกกับเรา
MacBook
- แมคบุ๊คแอร์และแมคบุ๊คโปร
- Processor Intel หรือ M1
- Ram สูงสุด 64GB
- ประกัน 1 ปี โดย Apple
ถ้าอยากใช้ macOS Big Sur กับแมครุ่นเก่ากว่านั้นล่ะ?
ถ้าแมคของคุณเป็นรุ่นเก่ามากกว่าที่จะรองรับ Big Sur การพยายามติดตั้งกับตัวเครื่องอาจะมีอุปสรรคพอประมาณ เริ่มที่ตัว Software Update จะไม่ยอมให้เครื่องติดตั้ง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถติดตั้ง Big Sur กับเครื่องรุ่นเก่าๆ ได้ สิ่งที่ต้องการในการอัพเดท คือ Patch เท่านั้น โชคดีที่มี Patcher สำหรับติดตั้ง macOS Big Sur กับแมครุ่นเก่าๆ ให้ Download กันได้แก่ the Big Sur Micropatcher จาก GitHub โปรดทราบไว้ก่อน ว่า macOS Patcher อาจจะไม่สามารถรองรับแมคทุกๆ โมเดลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบให้ดีว่า Mac ของคุณสามารถใช้งาน Patcher ได้หรือไม่ ในหน้า Patch Page (ตามลิ้งค์ก่อนหน้า) จะเห็นส่วนข้อมูลที่ระบุรุ่นที่ใช้ได้อยู่ครับ
macOS Big Sur มีอะไรใหม่บ้าง
ตามเนื้อหาด้านบน ทาง Apple พิจารณาให้ Big Sur เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับที่คือการเปลี่ยน macOS 10 เป็น macOS 11 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากใครที่คาดหวังว่ามันจะเป็น Operating System ตัวใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง อาจจะต้องผิดหวังเล็กน้อย เนื้องจากมันไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายขนาดนั้นครับ เนื่องจาก Apple ต้องการให้คนยังสามารถใช้งานได้อย่างคุ้นเคยเหมือนรุ่นก่อนหน้านั่นเองครับ
อย่างที่ทราบกันดีว่า OS นี่เปิดตัวพร้อมๆ กับการที่ แอปเปิลตัดสินใจเริ่มปรับแมคให้ใช้ Processor ของตนเองที่เรียกว่า M1 แทนที่ Intel ทำให้ macOS Big Sur ถือเป็นระบบ Operating System เวอร์ชั่นแรกที่สามารถทำงานบน CPU M1 ตัวใหม่นี้ได้ ซึ่งหนึ่งในผลกระทบที่ใหย๋ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือคุณจะสามารถใช้งาน iOS Apps บน Mac ทุกตัวที่เป็นรุ่น Apple M1
บทความที่เกี่ยวข้อง : Apple M1 ระบบประมวลผลหรือ Processor Chip รุ่นใหม่ล่าสุดจากแอปเปิล มีดียังไง
Design และ Interface แบบใหม่
อ้างอิงจากแอปเปิล Big Sur คือ “การอัพเกรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การเปิดตัว Mac OS X” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบเกือบ 10 ปีทีเดียว เนื่องจาก macOS X นั้นมีการเปิดตัวเมื่อปี 2014
Apple ประกาศว่ารูปแบบการดีไซน์ขององค์ประกอบต่างๆ จะถูกปรับให้มีความคล้ายคลึงกับ iOS มากขึ้น มีการเน้นความเปลี่ยนแปลง Icon ของแอพต่างๆ ปรับการดีไซน์ให้มีความกลมกลืนกับไอคอนบนสินค้า Apple แพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สไตล์แบบ Mac อยู่เพื่อไม่ให้เหมือนกันจนเกินไปครับ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน รูปลักษณ์ดีไซน์แบบใหม่ยังคงเน้นความง่ายในการใช้งาน มีการนำองค์ประกอบการควบคุมจาก iOS และ iPadOS ที่ User คุ้นเคยเข้ามาปรับใช้ ประกอบด้วย Control Centre แบบใหม่, รูปแบบ Notification Centre และ App Interface ซึ่งเราจะเจาะลึกในส่วนต่อไปครับ
ตั้งแต่การมาถึงของเวอร์ชั่น Beta หลายๆ คนได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงที่มาถึงก่อน อาทิเช่นการ Setting แบบใหม่ที่สามารถปิดไม่ให้หน้าต่างปล่อยให้สี Background เด่นทะลุขึ้นมา นั่นหมายความว่าเวลาใช้งาน Dark Mode จะไม่ลดความสว่างของ Application ที่คุณใช้งาน
Application
การปรับเปลียนดีไซน์ ไม่ได้หยุดแค่ Icon ที่บริเวณ Dock แต่จะเห็นได้ว่ามีในส่วนของ Sidebars ความสูงแบบ Full-Height เพิ่มเข้ามา และ การเปลี่ยนแปลง Toolbar ใน App ซึ่งช่วยให้ดูสะอาด เรียง่ายขึ้น
Dock
App Icon ถูกปรับดีไซน์ให้มีรูปทรงที่คล้ายคลึงและกลมกลืนกับองค์ประกอบใน iOS และ iPad
Control Centre
ในส่วนนี้ เป็นหนึ่งใน Element การดีไซน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของ macOS Big Sur ได้แก่ Control Centre ที่ช่วยให้ควบคุม iPhone และ iPad ของผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยการนำฟังก์ชั่นการควบคุมมาใส่บน Mac จึงใช้งานได้อย่างคุ้นเคยแน่นอน
ผู้ใช้งานจะสามารถปรับแต่ง Control Centre ที่ติดตั้งอยู่บน Menu Bar และใช้ประโยชน์โดยเข้าถึงการตั้งค่าที่ใช้งานบ่อยๆ ได้อย่างรวดเร็ว อาทิเช่น Wi-Fi, Bluetooth, Music Playback, Dark Mode และอื่นๆ
Notification Center
ในส่วนของ Notification Center ก็ถูกปรับแต่งรูปลักษณ์เช่นกัน โดยมีการดีไซน์ใหม่ให้ง่ายต่อการตอบโต้โดย User มากขึ่้น คุณจะสามารถเห็นการแจ้งเตือนทั้งหมด และแถบ Widget อยู่ด้วยกัน แบ่งแยกเป็น Group นั่นหมายความว่า ผู้ใช้จะสามารถเล่น Podcast Episode ได้โดยตรงผ่าน Notification Center
แถบ Widget ยังสามารถเลือกตั้งค่าขนาดได้ 3 ไซส์ สามารถเลือกปรับให้เหมาะกับความถนัดในการใช้งานของแต่ละคนได้
Apps ที่มีการ Update ใน Big Sur
เป็นเรื่องปกติ ที่ Apple จะใช้โอกาสในการอัพเดท Operating System ในการปรับปรุง และพัฒนาแอพลิเคชั่นพื้นฐานไปด้วย
หลายๆ ปีที่ผ่านมา แอปเปิลได้นำแอพพลิเคชั่นจาก iPadOS ขึ้นมาปรับใช้บน Mac ผ่าน Catalyst ซึ่งเป็นกลุ่ม Framework ที่ช่วยให้การแปลงแอพทำได้ง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์นี้ใน macOS Catalyst ทำให้เราสามารถใช้งาน App Music, Podcast และ TV บน Mac ได้ ในส่วนของ Big Sur นั้น Safari, Messages และ Maps ก็จะสามารถใช้งานข้ามไปมาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ได้เช่นกัน เราจะมา Review ให้ดูคร่าวๆ ว่าแต่ละแอพที่กล่าว มีฟังก์ชั่นอะไรที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง ดังนี้
> อ่านบทความเกี่ยวกับ iPadOS 14 เพิ่มเติม
Safari
ไม่เพียงแต่ Interface ของซาฟารีจะถูกดีไซน์ใหม่เท่านั้น Apple ยังเคลมว่า Safari ได้รับการ Upgrade ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 ที่เปิดตัวเลยทีเดียว
การปรับปรุงครั้งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนเกี่ยวกับรูปลักษณ์เท่านั้น ถึงแม้ว่า Safari จะขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและการใช้งานอยู่แล้ว แต่ใน macOS Big Sur เมื่อใช้งานคู่กับ Processor Apple M1 แอพ Safari จะสามารถทำงาน และตอบสนองได้เร็วขึ้นถึง 1.9 เท่าเลยทีเดียวครับ ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่าทำงานได้เร็วกว่า Chrome ถึง 50%
ในส่วนของ Design ก็มีการเปลี่ยนแปลงระดับหนึ่ง โดยสิ่งที่เด่นชัดสุด คือความสามารถในการปรับแต่ง ตั้งค่า Page เริ่มต้น ผู้ใช้งานจะสามารถเลือกรูป Background เอง (จะใช้รูปภ่ายตัวเองก็ได้ครับ) และเพิ่ม Section เช่น Reading List, Favorites, iCloud Tabs และ Siri Suggestions เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ในส่วนของ Tabs ด้านบน ก็มีการปรับดีไซน์เช่นกัน ใน macOS Big Sur ผู้ใช้งานจะสามารถเห็น Tabs บนหน้าจอได้มากขึ้น และจะมีการแสดง Icon ข้างๆ ชื่อ Tab โดย Default มีการปรับให้กดเปิด Tab ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และสามารถเห็น Quick Preview ของหน้า Page ได้เพียงแค่นำเม้าส์ไปวางบน Tab นั้นๆ โดยที่ยังไม่ต้องคลิก อีกหนึ่งคำเรียกร้องที่ได้รับการตอบรับ คือ Pinned Tabs จะมีแถบ Bar เป็นของตนเอง ทำให้มีพื้นที่บน Tabs ปกติมากขึ้น โดยรวมแล้ว Apple พยายามจัดสรรพื้นที่ Interface ให้เรียบง่าย แต่เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
นอกจากนี้ Safari ยังมีความสามารถเพิ่มเติม ในการแปลภาษา Webpage ทั้งหน้าเป็นภาษาที่ต้องการ (ปัจจุบันเลือกได้ 7 ภาษา) ซึ่งน่าจะช่วยให้การท่องเว็บไซต์ทำได้สะดวกขึ้นถ้าผู้ใช้งานเจอเว็บไซต์ต่างภาษาบ่อยๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้องค่อย Copy ประโยคไปแปลใน Google Translate อีกต่อไป User ยังสามารถคลิกฟีเจอร์ Translate Option เพื่อเลือกแปลประโยคหรือคำเป็นภาษาที่ต้องการได้ด้วย
macOS Big Sur ยังรองรับการเล่น YouTube ในความคมชัดระดับ 4K (บน Safari) ได้อีกด้วย
ในส่วน Extension ก็มี Section เป็นของตนเองใน Mac App Store แล้ว และ User ยังสามารถเลือกตั้งค่าว่าเว็บไซต์ไหน จะเปิดปิด Extension ตัวไหนบ้างได้อีกด้วย
ในส่วนของความปลอดภัยและ Security บน Safari ผู้ใช้งานจะสามารถมองเห็น Privacy Report บนทุกเว็บไซนต์ที่เข้าถึง ควบคู่ไปกับการ Update ทุกสัปดาห์บนหน้าเริ่มต้น เพื่อแสดงผลว่าซาฟารีได้ปกป้องอุปกรณ์ของคุณในขณะที่ทำการ Browsing
อีกหนึ่งฟีเจอร์สำหรับความเป็นส่วนตัว ได้แก่ในส่วนของการ Monitoring รหัสผ่าน ที่ทำหน้าที่เมคชัวร์ ว่า Password ของคุณจะไม่ถูกเปิดเผย และเมื่อถูกรุกราน Apple จะรีแจ้งเตือนเพื่อทำการอัพเดตกับ User ทันที
Messages
Messages ถือเป็นหนึ่งในแอพล่าสุด ที่มีการนำจาก iOS มาใช้งานบน Mac และบน macOS Big Sur ทำให้ App Messages บน iOS มีฟีเจอร์ที่สอดคล้องกับ iOS 14/iPad OS 14 ประกอบด้วย
- ความสามารถในการปักหมุดหรือ Pin บทสนทนาที่คุณต้องการให้แสดงอยู่บนพื้นที่ด้านบนสุดของหน้าต่าง (คล้ายๆ กับการ Pin Note กับด้านบนของหน้าจอ)
- ความสามารถในการสร้างรูปภาพที่แสดงถึง Group ของคุณ ด้วย Icon ที่ต้องการ
- ฟีเจอร์ที่คุณสามารถส่งข้อความให้แสดงผลอ้างอิงจากข้อความที่แสดงอยู่แล้ว และ Message จะติดอยู่กับกล่องข้อความนั้นๆ
- ในกรุ๊ปเมสเสจ ถ้าต้องการเมคชัวร์ ว่าคนที่ต้องการ เห็นข้อความของคุณ สามารถใช้ฟีเจอร์ Mention ได้ (คล้ายกับ @ชื่อ ใน Line)
- Memoji Design Tools ที่ใช้สร้าง Emoji แสดงภาพลักษณ์ของคุณเอง
นอกจากนี้ยังมี Feature ใหม่ๆ ที่กำลังรออัพเดตเพิ่มเติมเรื่อยๆ มากมาย รวมถึงฟีเจอร์เก่าๆ ที่กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
Maps
แอพ Maps ของแอปเปิล เป็นอีก Application ที่สามารถใช้งานได้เหมือนบน iOS เมื่อคุณเปิดมันบน macOS Big Sur นั่นหมายความว่า Maps บน Mac จะได้รับฟีเจอร์การใช้งานทั้งหมดเหมือนกับ iOS 14 และ iPad OS 14 ด้วย
Maps ยังมีฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ “Helping you get there in a way that’s better for planet” หรือช่วยบอกระยะทางในเส้นทางที่รักษ์โลก นั่นคือเส้นทางจักรยานนั่นเอง หรือแม้กระทั่งเส้นทางการขับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ที่จะลากผ่านบริเวณที่มีจุดชาร์จไฟ
บน macOS Big Sur ผู้ใช้งาน ยังสามารถเลือกค้นหาเส้นทาง ที่แนะนำโดย User คนอื่นๆ ได้อีกด้วย หรือแม้กระทั่งคำแนะนำ Guide ต่างๆ เช่น คุณสามารถสร้าง Guide ร้านอาหาร, สวนสาธารณะ และจุดท่องเที่ยวชอบ เพื่อแชร์กับเพื่อนๆ และครอบครัวได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังสามารถ Browse รายละเอียดแผนที่ภายในอาคารของสถานที่ใหญ่ๆ ได้อีกด้วย อาทิเช่น สนามบิน หรือ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
ซื้อสินค้าแอปเปิลกับเรา
รับสิทธิ์ต่อประกัน AppleCare ในราคาพิเศษได้ทันที
สินค้า Apple จะมีการรับประกันอยู่ที่ 1 ปีเป็นส่วนใหญ่ พ่วงด้วยบริการหลังการขาย โดยฝ่ายเทคนิคของทีม Apple เองเป็นเวลา 90 วัน
อย่างไรก็ตาม หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบ เมื่อซื้ออุปกรณ์ทุกชนิดของ Apple ท่านสามารถเลือกซื้อแพคเกจขยายประกันเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขต้องซื้อประกันเพิ่มภายใน 30 วันหลังจากซื้อสินค้า
> อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Apple Care ที่นี่
> เลือกซื้อสินค้า Apple ทั้งหมดที่นี่
Security และ Privacy Feature
Apple ได้แจ้งว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากฉลากผลิตภัณฑ์อาหารในร้านสะดวกซื้อ ในการออกแบบ Interface ในการแสดงผลข้อมูลของ Application ต่างๆ บน App Store ยกตัวอย่างเช่น บน macOS Big Sur คุณจะสามารถได้ว่าแอพนั้นๆ มีข้อมูลที่ใช้อะไรบ้าง, ข้อมูลศูนย์ช่วยเหลือ ผู้ติดต่อ, ตำแหน่ง Data และ มันมีการแชร์กับ Third Party ใดๆ บ้าง ข้อมู,เหล่านี้ช่วยให้ User เรียนรู้เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้มากขึ้นก่อนจะตัดสินใจ Download
ขอบคุณข้อมูลจาก Macworld
คลิปแนะนำ macOS Big Sur ตัวใหม่ 2020 (นาทีที่ 01:08:00)
Add In Business
จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก
ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี
สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact
หรือ
สรุป
หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณผู้อ่านทุกท่าน ได้รู้จักกับ macOS Big Sur มากขึ้น ว่ามันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง และมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจอย่างไร หากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอที สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่
Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]
ผู้เขียน
Unnote
อดีตสถาปนิกและนักศึกษาจบปริญญาโทสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผันตัวมาคลุกคลีในวงการไอที เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ






