SaaS คือ อะไร ทำงานอย่างไร และตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้

SaaS คือ

ในยุคของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การบริการด้านซอฟต์แวร์ผ่านเว็บ (SaaS) ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในการจัดการทรัพยากรทางธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีความสำคัญในหลายด้าน ที่ทำให้บริการนี้เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับองค์กร เรามาดูกันว่าบริการแบบ SaaS คือ อะไร และมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

SaaS คือ อะไร

SaaS ย่อมาจาก Software-as-a-Service คือ รูปแบบของการให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ Cloud-based โดยที่ผู้ใช้บริการ (Customer) ไม่จำเป็นต้องซื้อขาด ไม่ต้องดาวน์โหลด หรือติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องคอมพิวเตอร์เลย

บริการทุกอย่าง ผู้ให้บริการ (Provider) จะเป็นคนดูแลทั้งหมด ทั้งระบบเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล รวมไปถึงการอัปเดต Software ทุกอย่างทั้งหมด โดยสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องทำก็คือ เชื่อม Internet และ Log in เข้าสู่ระบบผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) หรือเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อใช้งานโปรแกรมผ่านระบบคลาวด์ จากนั้นผู้ใช้ก็จ่ายเงินเป็นรายเดือน หรือรายปีแบบสมัครสมาชิก (Subscription) เพื่อเป็นการเช่าใช้บริการนั่นเอง

SaaS คือ

บริการ SaaS

SaaS ทำงานอย่างไร

การทำงานของ SaaS นั้น จะตั้งอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบคลาวด์ (Cloud Architecture) ซึ่งมีหลักการทำงานหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • Cloud Hosting
    คือ การทำงานแบบที่ผู้ให้บริการ SaaS นำแอปพลิเคชัน และข้อมูลทั้งหมดไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ของตนเอง หรือเป็นการเช้าพื้นที่จากผู้ให้บริการโครงสร้างระดับโลกอย่าง AWS, Google Cloud, Microsoft Azure หรือผู้บริการรายอื่น
  • Multi-Tenant Architecture
    คือ สถาปัตยกรรมแบบรวมผู้เช่าหลายรายให้ทำงานร่วมกัน มัน คือ หัวใจสำคัญของ SaaS เลยก็ว่าได้ โดยที่ผู้ใช้บริการบริษัท จะใช้งานแอปพลิเคชัน และโครงสร้างพื้นฐานชุดเดียวกัน แต่ว่าข้อมูลของแต่ละบริษัทจะถูกแยกออกจากกันทั้งหมด ข้อมูลปลอดภัย ไม่มีการรั่วไหล ซึ่งการทำงานแบบนี้จะช่วยให้ผู้พัฒนาระบบ หรือแอปพลิเคชันสามารถอัปเดตระบบเพียงครั้งเดียว แต่ทำให้ผู้ใช้ทุกคนได้รับประโยชน์พร้อมกันโดยนั่นเอง
  • Subscription-based Model
    หรือเรียกว่าระบบสมัครสมาชิก ผู้ใช้งานจะจ่ายเงินตามแพ็กเกจที่เลือกใช้ เช่น อาจจะคำนวณจากจำนวนผู้ใช้งาน (Per User) หรือตามฟีเจอร์ที่ต้องการ (Tiered Pricing) ซึ่งมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเพิ่ม หรือลดได้ในภายหลังอีกด้วย
  • Automatic Updates & Maintenance
    เป็นบริการอัปเดต และบำรุงรักษาอัตโนมัติ เช่น เมื่อมีการแก้ไขบั๊ก (Bug Fixes) หรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไปในระบบ ซึ่งผู้ให้บริการจะจัดการที่เซิร์ฟเวอร์กลางให้เองทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้งานเห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีเมื่อรีเฟรชหน้าจอ โดยไม่ต้องกดดาวน์โหลดแพตช์อัปเดตใดๆ มาลงเครื่องตัวเองให้ยุงยาก
SaaS กับ PaaS ต่างกันอย่างไร

ตัวอย่างการทำงานของ SaaS

ประโยชน์ของ SaaS

SaaS มีความสำคัญในหลายด้านเลยครับ ซึ่งมันส่งผลประโยชน์ต่อผู้ใช้งานโดยเฉพาะ ในเรื่องต่อไปนี้

  • ลดภาระค่าใช้จ่าย
    ผู้ใช้งาน ไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์บางด้วยตัวเอง แต่ใช้งานด้วยการชำระค่าบริการเป็นรายเดือน หรือรายปีเท่านั้น
  • มีความยืดหยุ่นสูง
    ผู้ใช้สามารถเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องคอยปรับแต่งระบบ หรือซื้ออุปกรณ์มาติดตั้งด้วยตัวเอง หากต้องการปรับขนาดโครงสร้างใหม่ในภายหลัง โดยที่ผู้ใช้สามารถเพิ่ม – ลดแพ็กเกจได้ตลอดเวลาตามการใช้งานจริงได้ทันที ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจได้เร็วขึ้นนั่นเอง
  • ไม่ต้องอัปเดต และการบำรุงรักษาเอง
    ผู้ให้บริการจะรับผิดชอบในการอัปเดตซอฟต์แวร์ และบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ทั้งหมดตลอดเวลา จึงทำให้มีความมั่นคง และความปลอดภัยของระบบมากขึ้น
  • ไม่ต้องจัดการระบบด้วยตัวเอง
    ลดความยุ่งยากให้กับฝ่ายไอที หรือเจ้าของบริษัท เพราะ SaaS จะช่วยให้การผู้ใช้ทำความสะอาดข้อมูล และการจัดการข้อมูลเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากขึ้น
  • มีความปลอดภัยของข้อมูล
    ผู้ให้บริการ SaaS จะมีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งมาก และมักจะมีเซิร์ฟเวอร์สำรองมากกว่า 1 ที่ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานต่อได้ทันที ที่เซิร์ฟเวอร์อีกตัวมีปัญหา จึงทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะปลอดภัย และไม่มีการสูญหายนั่นเอง
ตัวอย่าง SaaS มีอะไรบ้าง

ประโยชน์หลักของ SaaS

ความแตกต่างระหว่าง SaaS กับ On-Premise

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เราต้องนำบริการ SaaS ไปเทียบกับ On-Premise ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกัน มีดังนี้

  • ด้านการติดตั้ง
    On-Premise ต้องใช้เวลาในการเตรียมเซิร์ฟเวอร์และลงโปรแกรมที่กินเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ SaaS สามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีหลังสมัครสมาชิก
  • ด้านการบำรุงรักษา
    On-Premise องค์กรต้องมีทีม IT เพื่อดูแลเซิร์ฟเวอร์ แบ็คอัปข้อมูล และแก้ปัญหาฮาร์ดแวร์พัง แต่ SaaS ผู้ให้บริการจะเป็นคนจัดการทั้งหมด
  • ค่าใช้จ่าย
    On-Premise มีค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่สูงมาก (ค่าไลเซนส์ ค่าวางระบบ ค่าฮาร์ดแวร์) แต่ SaaS จะมีลักษณะ คือ จ่ายเท่าที่ใช้ (Pay-as-you-go) ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทมีความคล่องตัวกว่า
  • การเข้าถึงข้อมูล
    On-Premise มักจะจำกัดให้ใช้งานได้เฉพาะเครือข่ายภายในบริษัท (Intranet/VPN) ขณะที่ SaaS ออกแบบมาให้เข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลก
SaaS ธุรกิจคืออะไร

SaaS vs On-Premise

SaaS กับ PaaS ต่างกันอย่างไร

แต่ถ้าหากสงสัยในเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งประเภทคลาวด์ว่า SaaS กับ PaaS ต่างกันอย่างไร? ผมอธิบายได้ประมาณนี้ครับ

SaaS (Software as a Service) คือ โปรแกรมสำเร็จรูป ที่ผู้ใช้บริการสามารถสมัครและใช้บริการได้ทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ให้นึกถึง Gmail, Canva หรือบริการ Cloud Service ต่าง ๆ ที่ต้องเชื่อมต่อ Internet ใช้งานเป็นหลัก

ส่วน PaaS ย่อมาจาก Platform as a Service มันก็คือแพลตฟอร์ม หรือสภาพแวดล้อมที่มีเครื่องมือให้นักพัฒนา (Developer) นำไปสร้าง หรือเขียนแอปพลิเคชันเพื่อต่อยอดขึ้นมาด้วยตัวเอง อย่างเช่น Google App Engine, AWS Elastic Beanstalk, Heroku หรือ Red Hat OpenShift เป็น พูดง่ายๆ ก็ คือ SaaS ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ PaaS ถูกออกแบบมาเพื่อโปรแกรมเมอร์โดยเฉพาะนั่นเอง

บริการแบบ SaaS คืออะไร

SaaS vs PaaS

ตัวอย่างโปรแกรม SaaS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

ตัวอย่าง SaaS มีอะไรบ้าง? เพื่อให้เป็นภาพชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างโปรแกรม SaaS ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็มีอยู่หลายอย่างเลยครับ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าในชีวิตประจำวัน ที่เรานั่งทำงานอยู่มีใช้บริการ SaaS อยู่หรือเปล่า ถ้ามีใช้งานบริการเหล่านี้อยู่ แสดงว่าคุณกำลังใช้งาน SaaS อยู่นั่นเอง ยกตัวอย่างโปรแกรมง่าย ๆ เช่น

  • Google Workspace
    ที่ครอบคลุมทั้ง Gmail, Google Docs, Sheets, Slides และ Google Drive บริการนี้น่าจะเป็นตัวอย่าง SaaS ที่ชัดเจนที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนน่าจะเคยใช้งานอีเมล หรือบริการที่กล่าวมาผ่านเบราว์เซอร์อยู่แล้ว
  • Microsoft 365
    เมื่อก่อนคงจะรู้จักกันดีในชื่อ Microsoft Office ที่ต้องซื้อเป็นกล่องมาลงในคอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้ Microsoft ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบ SaaS แล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เราใช้งานกันทุกวันนี้ มักจะเป็นการเช่าใช้เกือบทั้งหมดแล้ว เช่น Word, Excel, PowerPoint ผ่านระบบคลาวด์ และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลจาก OneDrive เป็นต้น แม้บางโปรแกรมจะติดตั้งในคอมก็จริง แต่ก็ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้สามารถใช้บริการได้นั่นเอง
  • Zoom หรือ Google Meet
    เป็นโปรแกรมประชุมออนไลน์ระดับโลกที่หลายองค์กรเลือกใช้ เพราะไม่ต้องตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์สื่อสารเอง เพียงแค่มีลิงก์ก็สามารถกดเข้าร่วมประชุมวิดีโอคอลได้จากทุกอุปกรณ์
  • Canva, Capcut
    ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ซึ่งมันทำงานเป็น SaaS เต็มรูปแบบ ไม่ต้องลงโปรแกรมหนักๆ ไว้ในเครื่อง เพราะการทำงานส่วนใหญ่จะบันทึกลงคลาวด์ได้ทันที
Software as a Service

ตัวอย่างบริการ SaaS ในชีวิตประจำวัน

ข้อดี และข้อจำกัดของการใช้บริการ SaaS

มาดูในส่วนของข้อดี และข้อจำกัดที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หากข้อดีตรงใจ และรับได้ในข้อเสียบางอย่าง ก็สามารถใช้บริการ SaaS ได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอนครับ

ข้อดี

นี่คือข้อดี และประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับครับ

  • ลดต้นทุน และค่าใช้จ่าย
    แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ไปกับการซื้อฮาร์ดแวร์ และการเตรียมระบบล่วงหน้า รวมไปถึงไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แบบซื้อขาดอีกต่อไป
  • ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา
    ใช่ครับ ในการใช้งานนั้น ขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์อย่าง PC, Laptop, Smart Phone, Tablet ก็สามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบ เพื่อเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำงานแบบ Work form Anywhere หรือ Hybrid Work อย่างแท้จริง
  • ขยายสเกลได้ง่าย และรวดเร็ว
    เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง หากบริษัทของคุณมีพนักงานเพิ่มขึ้น ก็สามารถกดอัปเกรดแพ็กเกจ เพื่อเพิ่มจำนวนผ้ใช้งานได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งรวดเร็วมาก และไม่ต้องรอสั่งซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่
  • อัปเดตอัตโนมัติ
    ผู้ให้บริการจะอัปเดตระบบให้เองทุกครั้งที่มีการปรับปรุง ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่อยู่เสมอ โดยไม่ต้องให้พนักงานไอทีมาคอยกดอัปเดตทีละโปรแกรมอีกต่อไป
  • เชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นได้ง่าย
    ซอฟต์แวร์ SaaS นั้น ส่วนใหญ่มักมี API ที่เปิดให้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่นได้อย่างราบรื่น ทำให้ข้อมูลของผู้ใช้ สามารถเชื่อมถึงกับโปรแกรมต่าง ๆ ได้ง่าย

ข้อจำกัด

ถึงแม้จะมีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนใช้งานเหมือนกันครับ

  • ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
    ใช่แล้วครับ ในการใช้งานจำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อ Internet อยู่ตลอดเวลา หากวันใดวันหนึ่งเกิดเน็ตล่ม หรือสัญญาณไม่เสถียรขึ้นมา ก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้เลย
  • ข้อจำกัดในการปรับแต่ง
    เนื่องจากเป็นระบบที่แชร์ร่วมกันแบบ Multi-tenant การปรับแต่งระบบแบบเจาะลึก (Deep Customization) เพื่อให้เข้ากับกระบวนการทำงานกับโปรแกรมเฉพาะทางของบริษัท จึงทำได้ยากกว่าซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมาเอง
  • อาจจะสร้างความกังวลด้านความปลอดภัย
    แม้ว่าการใช้งาน SaaS จะมีความปลอดภัยสูงก็จริง แต่การนำข้อมูลสำคัญ และเป็นความลับของบริษัทไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ อาจสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บริการได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกใช้บริการที่ผ่านมาตรฐาน ISO 27001 หรือ GDPR เพื่อประกอบการตัดสินใจได้

Add In Business

จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก

ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact

หรือ

     ปลอดภัย  mail

สรุป SaaS คือ อะไร

สรุปแล้ว SaaS ธุรกิจคืออะไรกันแน่ คำว่า SaaS มาจาก Software as a Service ครับ มัน คือ มาตรฐานใหม่ของการใช้งานซอฟต์แวร์ในโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาจากระบบ On-Premise แบบเดิม

การเลือกใช้บริการ SaaS จะช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่เริ่มต้น (Startup) ไปจนถึงองค์กรระดับ Enterprise สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้ด้วยต้นทุนที่จับต้องได้ มีความคล่องตัวสูง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตได้ และช่วยให้พนักงานไอทีสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระบบหลังบ้านอีกต่อไป เพราะบริการทุกอย่าง ผู้ให้บริการหรือเจ้าของเซิร์ฟเวอร์จะเป็นคนดูแลทั้งหมด ตั้งระบบเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล รวมไปถึงการอัปเดตเวอร์ชันให้ทุกอย่าง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับระบบหลังบ้านด้วยตัวเอง

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน