Switch คือ อะไร ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้ระบบ Network ได้อย่างไร มีหน้าที่ และข้อดีอะไรบ้าง

Switch คือ

บทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงอุปกรณ์ไอทีที่ชื่อว่า Network Switch กัน ว่ามัน คือ อะไร มีกี่ประภท ทำหน้าที่อะไร มีความสำคัญต่อระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์คยังไง และมีหน้าที่ ความสำคัญในส่วนไหนของระบบอินเตอร์เน็ต พร้อมทั้งวิเคราะห์ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของสวิตช์รูปแบบต่างๆ

Network Switch คือ อะไร

Network Switch คือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นกล่องเล็กๆ ประกอบด้วยพอร์ตเชื่อมต่อหลายๆ Port ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ให้อุปกรณ์อื่นๆ อาทิเช่น คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ POS, Printer, IP Phone หรือ Server เชื่อมต่ออีกทีผ่านสายแลน เพื่อส่งผ่านข้อมูลไปยังระบบเครือข่าย หรือสรุปง่ายๆ ก็คือเป็นตัวกระจายสายแลนไปยังพื้นที่ต่างๆ ของอาคารเพื่อให้อุปกรณ์อื่นๆ เสียบเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่าย หรืออินเตอร์เน็ตนั่นเอง

Switch คืออะไร

หน้าที่ของ Switch

โดยรวมแล้ว หน้าที่หลักๆ ของสวิตช์ ประกอบด้วย

  • รับและส่งผ่านข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเครือข่ายให้สื่อสารกันได้
  • เพิ่มจำนวน Port ให้กับระบบเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว เพื่อรองรับจำนวนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่มากขึ้น
  • คอยเก็บข้อมูลของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วย เพื่อจัดระเบียบและตรวจสอบข้อมูลในภายหลัง
  • สามารถใช้เป็นสะพานเพื่อเชื่อมต่อระบบ Network จำนวน 2 เครือข่ายเข้าหากัน
Switch คือ

ขาย
Switch ราคาถูก

โดยตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

Cisco

Cisco

เลือกซื้อ
Aruba

Aruba

เลือกซื้อ
TP-Link

TP-Link

เลือกซื้อ

ใครที่จะได้ประโยชน์จากสวิตช์บ้าง

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใช้งาน Switch คือ กลุ่ม User ระดับองค์กรเสียมากกว่า ทั้งระดับ SMB ไปจนถึง Enterprise ส่วนการใช้งานตามบ้าน จะนิยมใช้เป็น Router ก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบัน ก็มีสวิตช์รุ่นเล็กๆ ที่ราคาประหยัด ถูกๆ เหมาะสำหรับใช้งานที่บ้านได้เช่นกัน

สำหรับผู้ใช้งานระดับบริษัทหรือองค์กร กลุ่ม User ที่จะได้ประโยชน์จากการใช้งานเน็ตเวิร์คสวิตช์ มีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

  1. แผนกไอที
    สำหรับบริษัททั่วไป แผนกไอทีสามารถใช้ Switch เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่ระบบเครือข่ายของออฟฟิศ โดยเฉพาะองค์กรที่มีการเติบโตเรื่อยๆ สวิตช์จะเป็นตัวช่วยสำหรับการเพิ่มจำนวน คอมพิวเตอร์, ปริ้นเตอร์, สแกนเนอร์ และ อุปกรณ์อื่นๆ เข้าสู่ระบบเครือข่าย โดยทำได้ง่ายๆ คือ เพียงเชื่อมต่อสวิตช์เข้ากับระบบเครือข่าย เท่านี้ก็จะมีพอร์ตเชื่อมต่อเพิ่มเข้ามาให้ใช้งานอีกหลายอุปกรณ์
  2. แผนกสร้างคอนเทนต์
    Content Team สามารถใช้ Network Switch ในการช่วยอัพโหลดส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ไปจนถึงหลายชั่วโมง ขึ้นกับขนาดและประเภทไฟล์ สวิตช์ถือเป็นโซลูชั่นการสร้างระบบ Local Network ที่รวดเร็ว แต่ราคาถูก ไม่ต้องลงทุนเยอะ แถมใช้งานได้ง่ายๆ เพียงเสียบสายแลน เท่านั้น
  3. ทีมพัฒนา
    ช่วยให้แผนก Development Team สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเพียงพริบตา ไม่ว่าจะเป็น Server, ข้อมูล, อุปกรณ์ หรือคอมพิวเตอร์ ใดๆ ก็สามารถถูกเข้าถึงได้ผ่านสายแลนซึ่งเชื่อมต่อผ่านจาก Switch อีกที และเพราะเป็นระบบ Wired (ใช้สายเชื่อมต่อ) ทำให้ข้อมูลต่างๆ ส่งได้รวดเร็วกว่าระบบไร้สาย ช่วยให้ Dev Team สามารถรับข้อมูลสำคัญได้ตลอดเวลาเพื่อนำไปพัฒนาองค์กรได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาที่อาจะสูญเสียจากการโหลดส่งข้อมูล
  4. พนักงานทุกๆ คน
    ทั้งนี้ หมายถึงทุกๆ คนในบริษัท ที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นของตนเอง การเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านสายแลนและ Switch จะช่วยให้สามารถใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึงเข้าถึงไฟล์ข้อมูลส่วนกลาง ที่ทางทีมบริหารอนุญาตให้เข้าถึงได้

ฟีเจอร์และข้อได้เปรียบ

หลังจากเรารู้จักกับ Switch ว่า คือ อะไร กันแล้ว เรามาดูกันว่า มันมีคุณสมบัติ และข้อดีอย่างไรบ้าง

สวิตช์มีกี่ประเภท

Network Switch นั้นมีหลายประเภทมากมาย ซึ่งแต่ละรูปแบบ ก็คิดค้นและสร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานที่ต่างกัน เราจะมาสรุปชื่อประเภทที่คุ้นหูให้ดูกัน ว่าแต่ละชื่อที่เราอาจะคยได้ยิน หมายถึงสวิตช์แบบไหนบ้าง

Unmanaged Network Switch

เป็น Switch แบบมาตรฐานที่ราคาถูก แต่มีฟังก์ชั่นที่มีประสิทธิผล มีความง่ายในการใช้งาน หน้าที่หลักๆ คือ เพื่อใช้เพิ่มจำนวน Ethernet Port ให้กับระบบเครือข่ายข่าย

Unmanaged Switch มักจะไม่จำเป็นต้องถูกตั้งค่าผ่านอุปกรณือื่นๆ อีกทีหนึ่ง เพราะคอนเซปของมัน คือ “plug and play” หรือแค่เสียบก็ใช้งานได้เลยนั่นเอง เป็นกลุ่มประเภทที่นิยมใช้งานกันในออฟฟิศขนาดเล็ก หรือพื้นที่ Commercial ที่ไม่ได้ใช้ระบบเครือข่ายมากมาย

Layer 3

ข้อได้เปรียบหลักๆ

  • แค่เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้เลย
  • ใช้งานได้ง่าย ใครๆ ก็ติดตั้งและใช้ได้
  • มีราคาถูก ประหยัดกว่าแบบอื่นๆ

Managed Network Switch

Switch ประเภทนี้ ใช้เพื่อการควบคุม และบริหารจัดการ ที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีฟังก์ชั่นที่แอดวานซ์มากขึ้น โดยจะมี Built-in Dashboard หรือ Interface ในตัว มักใช้้เชื่อมต่อกับ Web Browser ได้ เพื่อทำการตั้งค่าได้อีกที ช่วยให้ User ที่เป็น Admin หรือแผนกไอที มีเครื่องมือสำหรับใช้มอนิเตอร์ หรือตรวจสอบข้อมูลรับส่งในระบบเครือข่ายทั้งหมด ในขณะที่ Traffic กำลังวิ่ง

ความสามารถอื่นๆ ที่น่าสนใจ คือ การกำหนดการเข้าถึง, การทำ Port Mirroring, การทำ Redundancy, การจัดค่าความสำคัญของอุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย โดย Managed Switch สามารถออกแบบให้ทำงานแบบ Manual ที่มีความยืดหยุ่น หรือ Smart Switch ที่ใช้งานได้ง่ายกว่า ก็ทำได้ ถือว่าเหมาะกับองค์กรระดับใหญ่ ที่ต้องการความ High Availability มั่นคงของระบบ

> อ่านบทความ High Availability คืออะไร

ยี่ห้อไหนดี

ข้อได้เปรียบหลักๆ

  • ปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลาย อิสระ
  • มีฟีเจอร์พิเศษอีกมากมาย เหมาะสำหรับองค์กรระดับสูง

PoE Network Switch

ไม่ว่าสวิตช์ของคุณจะเป็นแบบ Managed หรือ Unmanaged ก็ตาม ก็ควรเลือกรุ่นที่เป็นแบบ PoE หรือ “Power over Ethernet”

> เลือกซื้อ PoE Switch ทุกรุ่น

สวิตช์ประเภทนี้ จะสามารถส่งผ่านพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับตนผ่านสาย RJ-45 แทนที่จะส่งได้แต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว ถ้าอุปกรณ์ในเครือข่ายของคุณส่วนใหญ่เป็นแบบ PoE-enabled แนะนำให้เลือกสวิตช์ประเภทนี้เพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่น และลดจำนวนสายไฟ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปลั๊กไฟจำกัด แถมยังช่วยให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อมีความเสถียรมากขึ้นอีกด้วย

Layer 2

อุปกรณ์ PoE-Enabled

  • VOIP Phones
  • กล้องวงจรปิด
  • ตัวอ่าน APs และ RFID

Stackable Network Switch

Stackable Switch คือ สวิตช์ที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเองโดดๆ ตัวเดียว หรือจะทำงานร่วมกับ Stackable Switch ตัวอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดจำกัดและทางเลือกในการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อทำการเชื่อมต่อกัน สวิตช์แต่ละตัวจะถูกรวมเข้าทำงานด้วยกันเสมือนเป็น Switch ตัวใหญ่ตัวเดียว โดยประสิทธิภาพที่ได้ ก็จะขึ้นกับว่าเราเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกี่ตัว

Switch Layer 2 และ Layer 3 คืออะไร

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่า Switch จะสามารถแบ่งเป็นแบบ Layer 2 และ Layer 3 ได้ เรามาดูกันว่าแต่ละแบบ คือ อะไร แตกต่างกันยังไง พร้อมทั้งมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง

Layer 2 Switch

คำว่าเลเยอร์ 2 นั้น ใช้เรียกสวิตช์ที่เป็นโมเดลแบบ OSI (Open System Interconnect) ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการสื่อสารภายในระบบเครือข่ายเข้าหากันเป็นหลัก มีหลักการการทำงานโดยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ และ MAC Address ในระบบ เข้ากับระบบเครือข่ายอย่างเป็นระบบ

เราเตอร์ ฮับ

เรามาดูตัวอย่างการทำงานของสวิตช์แบบเลเยอร์ 2 กัน ว่ามีขั้นตอนยังไงบ้าง โดยจากแผนภาพ ขอสมติว่า Switch กำลังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทั้งหมด 4 ตัว คือ D1, D2, D3 และ D4

  • D1 ต้องการส่งข้อมูลไปยัง D2
  • ในขณะที่ทำการสื่อสารกันครั้งแรก D1 จะรู้ว่า IP Address ของ D2 คืออะไร อย่างไรก็ตาม มันจะยังไม่รู้ค่า MAC Address ของอุปกรณ์ผู้รับ
  • ดั้งนั้น D1 จะใช้ ARP ในการค้นหา MAC Address ของ D2
  • Switch จะทำการส่งคำขอ ARP ที่ได้รับมาไปยังไง Port ทั้งหมด (ยกเว้นพอร์ตที่ D1 เชื่อมต่อเอง)
  • เมื่อ D2 ได้รับคำขอ ARP จะทำการตอบสนองกลับเป็นค่า MAC Address ของตัวมัน ซึ่งในขณะเดียวกัน D2 ก็จะได้รับรู้ค่า MAC Address ของ D1 ด้วยพร้อมๆ กัน
  • สวิตช์จะเรียนรู้ว่า Mac Address ไหน ใช้งานในพอร์ตไหน และจดจำค่า Mac Address ของ D1 และ D2 ไว้
  • หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามหรือครั้งต่อๆ ไปที่ D1 ต้องการส่งข้อมูลไปยัง D2 ตัว Switch เองจะเช็คกับค่า Mac Address ของแต่ละพอร์ตที่มันเคยจดจำไว้ และส่งผ่านข้อมูลไปยัง D2 ทันทีโดยไม่เสียเวลา
  • นอกจากนี้ ตัวสวิตช์ยังจะคอยอัพเดตค่า Address ใหม่ เรื่อยๆ โดยตัวมันเองอัตโนมัติ

ข้อดีของ Layer 2 Switch นั้น คือ สามารถช่วยส่งผ่านข้อมูลได้อย่างเรียบง่ายและรวดเร็วผ่าน MAC Address โดยไม่ต้องตั้งค่าให้ยุ่งยาก ติดตั้งง่าย รวดเร็ว และมีราคาที่ถูกทั้งตัวอุปกรณ์ และค่าดำเนินการ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

Layer 3 Switch

สวิตช์แบบเลเยอร์ 3 มีการทำงานที่พิเศษ และหลากหลายนอกเหนือจากการเป็นแค่ Switch ธรรมดา โดย Computer ที่เชื่อมต่อ ต้องมี Default Gateway สำหรับการเชื่อมต่อ Layer 3 กับเครือข่ายอื่นๆ

สวิตช์ประเภทนี้ ช่วยให้ User สามารถผสมผสานฟังก์ชั่นของ Switch และ Router เข้าด้วยกัน โดยทั้งเชื่อมอุปกรณ์ภายในเครือข่ายเข้าด้วยกัน และเชื่อมกับเครือข่ายอื่นๆ ที่ตั้งค่าไว้ สวิตช์ประเภทนี้รองรับการ Routing Protocols ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ พร้อมทั้งบริหารจัดการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง

ข้อดีของ Layer 3 Switch คือ ช่วยให้สามารถสื่อสารข้ามเครือข่ายกันได้, สามารถตั้งค่าความปลอดภัยหรือ Security ได้อย่างเป็นระบบ, ลดค่า Traffic ที่หนาแน่น, ง่ายต่อการ Config ค่าสำหรับ VLANs และทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องทำงานผ่าน Router อีกที

ตัวอย่างการพูดถึง Layer 3 โดย Cisco

ใช้รุ่นไหนดี

การเลือกซื้อสวิตช์นั้น ตั้งดูการใช้งาน และความต้องการหลักก่อน เพราะมีโมเดลให้เลือกใช้งานมากมาย โดยให้ดู Requirement เป็นหลัก หลังจากนั้นจึงตรวจสอบงบประมาณเราว่าเพียงพอมั้ย ถ้างบเหลือ ก็ดูว่าส่วนที่ใช้งานมีโอกาสเติบโตขยับขยายหรือไม่ ถ้ามี ก็อาจเลือกซื้อรุ่นที่รองรับการใช้งานได้มากกว่าความต้องการเผื่อไว

ราคาประมาณเท่าไหร่

ราคาของ Switch นั้น ขึ้นอยู่ปัจจัยหลายๆ อย่าง หลักๆ คือ ความเร็ว, จำนวนพอร์ต และฟีเจอร์เสริม

ตัวอย่างประมาณราคาคร่าวๆ สวิตช์รุ่น 8-Port ธรรมดา มักจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,500 บาท ในขณะที่ Switch 24-Port จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 4,000 บาท

สำหรับ Managed Switch ซึ่งมี Interface สำหรับให้ Admin สามารถตั้งค่า บริหารจัดการ พร้อมทั้งใช้งานฟีเจอร์เสริมต่างๆ อาจจะมีราคาสูงขึ้นไปอีก โดยรุ่น 8-Port อาจจะมีราคาตั้งแต่ 1,500 – 2,500 บาท เป็นต้น

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีผลต่อราคาของสวิตช์พอสมควร ได้แก่ PoE นั่นเอง โดยถ้าเทียบรุ่นที่มีสเปคอื่นๆ เหมือนกัน 2 ตัว ตัวที่มี PoE มักจะมีราคาสูงขึ้นกว่าตัวที่ไม่มีประมาณ 500 – 1,000 บาท ทั้งนี้ แล้วแต่จำนวน Port ด้วย เพราะยิ่งพอร์ตเยอะ ราคาก็จะแพงขึ้นเยอะมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับโมเดลที่รองรับความเร็ซระดับ 10-Gigabit มักจะมีราคาเริ่มต้นที่ 5,000 บาท ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาด และฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับตัวอุปกรณ์ โดยรุ่นที่ตัวใหญ่ๆ ราคาเป็นแสนๆ เลยก็มีเช่นกัน

ใช้รุ่นไหนดี

สำหรับการตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อโมเดลไหนดีนั้น ก็ต้องตรวจสอบความต้องการของ User ก่อนว่ามี Requirement ยังไงบ้าง โดยคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้

  • จำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการนำมาเชื่อมต่อกับตัว Switch โดยควรจะคำนึงถึงการใช้งานเผื่ออนาคตที่อาจจะมีจำนวน Device ที่เพิ่มขึ้นด้วย
  • ตรวจสอบดูงบประมาณ ว่าเรามีงบที่สามารถใช้จ่ายกับสวิตช์ได้ที่เท่าไหร่
  • ดูการใช้งาน ว่าจำเป็นต้องใช้ Managed หรือ Unmanaged Switch
  • ดูชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ Switch ว่าจำเป็นต้องใช้พลังงาน PoE หรือไม่
  • ตรวจสอบ Bandwidth ของเครือข่ายสามารถรองรับการใช้งานได้ เพื่อเช็คว่าจำเป็นต้องอัพเกรดหรือไม่

สำหรับจำนวนพอร์ต ก็ขึ้นอยู่สเกลของพื้นที่ที่ใช้งาน ถ้าเป็นการใช้งานในบ้านพักอาศัย รวมไปถึงองค์กรขนาดเล็กไปถึงกลาง (SMB) การใช้สวิตช์ขนาด 4, 5 หรือ 8 Port ก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ในขณะที่องค์กรระดับ Enterprise หรือห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ อาจจะจำเป็นต้องเลือกซื้อรุ่นขนาด 48 Port ขึ้นไป ก็เป็นไปได้เช่นกัน

ใช้ยี่ห้อไหนดี

ในตลาดอุปกรณ์ไอทีนั้น มีแบรนด์มากมายที่จำหน่าย Switch คุณภาพสูง ที่ได้รับมาตรฐานการรับรองและมีการรับประกันสินค้า โดย Add In Business เราเองก็เป็นตัวแทนจำหน่ายสวิตช์จากแบรนด์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Cisco, Aruba, TP-Link, D-Link หรือ Linksys เป็นต้น โดยสินค้าทุกตัวที่เราขาย เป็นของแท้ และรับประกันเต็มจำนวนปีตามเกณฑ์ ติดต่อเราที่นี่ เพื่อขอคำปรึกษาฟรี หรือสั่งซื้อสินค้า

เลือกซื้อ Switch ตามจำนวนพอร์ต

สวิตช์ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย

5 Port

5 Port

8 Port

8 Port

16 Port

16 Port

24 Port

24 Port

ต่างกับ Router และ Hub อย่างไร

นอกจาก Switch แล้ว หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินชื่ออุปกรณืที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน คือ Router และ Hub เรามาดูกันว่าอุปกรณ์ 2 อย่างนี้ มันแตกต่างกันกับสวิตช์อย่างไร

ต่างกับ Hub อย่างไร

Hub เป็นอุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาก่อน Switch ทำหน้าที่แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง โดย ฮับ ก็สามารถทำการับส่งของมูลระหว่างอุปกรณ์ได้เช่นกัน แต่มันจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอุปกรณ์ตัวไหน เชื่อมกับ Port อันไหนของตัวมันเอง นั่นหมายความว่า เวลามันส่งข้อมูลแต่ละที ก็ต้องทำการส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ทุกตัวที่เชื่อมต่ออยู่

เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับเครือข่ายเล็กๆ ที่มี Traffic ไม่เยอะ อย่างไรก็ตาม Hub ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ในปัจจุบันแล้ว เพราะสวิตช์รุ่นราคาถูกๆ ก็มีวางขายทั่วไปหลายแบรนด์ ซึ่งให้ประสิทธิภาพการจัดสรร Traffic ที่ดีกว่าเยอะ

ต่างกับ Router อย่างไร

Switch นั้น ถูกออกแบบมาให้ทำงานบน Network เครือข่ายเดียว ในขณะที่ Router สามารถส่งผ่านข้อมูลจากเครือข่ายหนึ่ง ไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ การใช้งานตามบ้านทั่วไป จึงนิยมใช้ Router เพื่อทำหน้าที่เป็นฟังก์ชั่นส่วนกลางสำหรับส่งข้อมูลระหว่างระบบเครือข่ายกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ซื้อแพคเกจไว้

จริงๆ แล้ว ก็ไม่มีรูปธรรมหรือเส้นแบ่งที่ชัดเจน มากำหนดความแตกต่างของสวิตช์และเราเตอร์ เพราะบางทีก็สามารถทำหน้าที่แทนกันได้ โดยในบางกรณี Router ก็สามารถทำหน้าที่แทน Switch ได้ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว สวิตช์จะทำหน้าที่ขยายจำนวน Port ของระบบเครือข่ายแห่งเดียว ในขณะที่ Router จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งเป็นหลัก

ใช้สาย

ตัวอย่าง Hub

สวิตช์

ตัวอย่าง Router

Add In Business

จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก

ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact

หรือ

     ปลอดภัย  mail

สรุป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ทุกคนได้รู้จักกับเจ้าอุปกรณ์ที่เรียกว่า Network Switch มากขึ้น ว่ามัน คือ อะไร มีประโยชน์ต่อระบบ Network ในองค์กรยังไง และมีวิธีการทำงานอย่างไร เว็บไซต์ Addin.co.th ของเรา นอกจากจะมีบทความเกี่ยวกับความรู้ไอทีดีๆ ให้อ่านกันแล้ว ยังมีสินค้าไอทีครบวงจรจำหน่ายในราคาพิเศษอีกด้วย หากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอที สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน