ในบทความนี้ผมจะมาบอกถึงวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คครับ ว่าเบื้องต้นต้องคำนึงถึงอะไร รุ่นไหนดี จะได้ซื้อมาใช้ให้เหมาะสมกับงานที่ทำ และเหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองมากที่สุด
Notebook หรือ Laptop ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่หลายท่านขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าท่านจะเป็นนักเรียน นักศึกษา, นักธุรกิจ, ผู้บริหาร จนถึงพนักงานแผนกต่าง ๆ ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก เช่น พนักงานขาย นักเขียนแบบ ที่สามารถพกพาโน้ตบุ๊ค ออกไปทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่ออฟฟิศที่เดียว
วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คตามการใช้งาน
ในสมัยใหม่ ๆ ก็จะมี Device อื่น ๆ เข้ามามากมาย เช่น Tablet, iPad และ Smartphone ที่หลายคนชอบพกพาติดตัว ไม่ว่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการค้าขาย เพื่อความบันเทิง หรือใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร เป็นต้น แต่การใช้ Device ในกลุ่ม Tablet หรือ Smart Phone ก็ไม่สามารถทำงานกับโปรแกรม ต่างๆ จากคอมพิวเตอร์ได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นโปรเกรมเฉพาะทาง เช่น โปรแกรมเขียนแบบ โปรแกรมตัดต่องานวิดีโอ ทำเอฟเฟค และอื่น ๆ อีกหลายอย่างครับ ที่โทรศัพท์มือถือ หรือแทบเล็ตทำไม่ได้
ข้อต่อมา คือ เรื่องงบประมาณ ก่อนซื้อ คุณอาจจะตั้งงบประมาณเอาไว้ก่อนเป็นพื้นฐาน ว่าจะใช้งบไม่เกินเท่าไหร่ในการซื้อ laptop สักเครื่อง เพื่อนำมาใช้งานให้ตอบโจทย์ตัวเอง เช่น ซื้อมาเพื่อใช้งานด้านเอกสารทั่ว ๆ ไป ก็อาจจะไม่ได้ใช้งบประมาณมากเท่าไหร่ แต่หากจะซื้อมาเพื่อใช้งานการทำงานด้านกราฟิก หรือเล่นเกม ต้องตั้งงบประมาณไว้สูงหน่อย เพื่อให้ได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถรันโปรแกรมกราฟิก หรือเล่นเกมที่ต้องการได้ ในเนื้อหาต่อไปนี้ ผมจะอธิบายเกี่ยวกับข้อมูล และวิธีดูสเปคเบื้องต้นสำหรับไปใช้ในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊คให้ตรงตามความต้องการของท่าน ว่าแบบไหนดี โดยผมจะแยกวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเป็นข้อ ๆ ไว้ ดังนี้
รูปลักษณ์ภายนอก (Design)
สิ่งหนึ่งที่หลายคนสนใจ คือรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเครื่อง ว่าออกแบบมาได้สวย ทันสมัย ตรงตามความชอบของคุณหรือไม่ ยี่ห้อไหนดี
สิ่งนี้ก็สำคัญเช่นกัน หากคุณซื้อเครื่องไปทำงานในบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ควรเลือกรุ่นที่มีสีสันไม่ฉูดฉาดเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ หรือสะดุดสายตาของคนอื่น ส่วนใหญ่ใช้ในองค์กร จะเน้นสีดำ หรือเทา เป็นหลัก
ส่วนหากซื้อไปใช้งานเพื่อเล่นเกม หรือทำงานที่บ้าน ก็สุดแล้วแต่จะชอบ เพราะโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ ๆ อย่าง Gaming Notebook นั้นมีการออกแบบที่ดูเท่ สะดุดตา ทำให้น่าจับ น่าเล่น มีทั้งแสงสี ที่คีย์บอร์ดอีกด้วย แต่ก็เป็นความชอบส่วนตัวของแต่ละคนว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แบบไหนดี รุ่นไหนดี เพราะมีเยอะแยะมากมายครับ ซึ่งความสวยงามก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่ต้องการเหมือนกัน
นอกจากรูปลักษณ์การดีไซน์จะมีผลกับความชอบส่วนตัวของผู้ใช้งานแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ ขนาด, น้ำหนัก, ความทนทานของวัสดุตัวเครื่อง, รูปทรงการเปิดปิดฝาพับ และช่องเปิดสำหรับระบายอากาศตัวเครื่องนั่นเอง ถือเป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกันในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค
ขาย
Notebook ราคาถูก
โดยตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
จอภาพ (Monitor)
ส่วนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ของวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค นั่นก็คือจอภาพ เพราะหากขาดส่วนนี้ไป ก็อาจจะไม่ได้เรียกว่า Notebook เพราะต้องมีตัวเครื่อง พร้อมหน้าจอ Display และมีแบตเตอรี่ในตัว ที่สามารถพกพาไปเปิดเครื่องใช้งานได้ทันที ที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัดเพียงแค่ในบ้าน หรือออฟฟิศสำนักงานเท่านั้น แล้วจอภาพที่มาพร้อมโน้ตบุ๊คมีแบบไหนบ้าง
ชนิดของจอภาพ (Panel Type)
ในที่นี้จะอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีพาเนล (Panel) ของจอภาพ ซึ่ง Notebook ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วจะเป็น IPS (In-plane Switching) และ TN (Twisted Nematic) โดยพาเนลเหล่านี้จะเป็นจอภาพแบบ LCD ทั้งหมด ซึ่งพาเนล IPS และ TN ต่างก็เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานการผลิตสำหรับจอภาพ แต่ก็จะมีการผลิตที่อัพเกรดไปจากเดิม และผู้ขายเปลี่ยนชื่อเรียกตามเทคโนโลยีของผู้ผลิตเป็นอย่างอื่น เช่น WLED LCD, Comfy View LED คือ TN และ IPS-Level, PLS , AHVA คือ IPS ทั้งหมดจะคล้ายกันมากแทบจะแยกไม่ออกกันเลย
เทคโนโลยี TN
เทคโนโลยี IPS
TN (Twisted Nematic) จะเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้นทุนต่ำ ส่วนมากจะนำมาใช้กับโน้ตบุ๊คราคาไม่เกิน 1 – 20,000 บาท แต่ถ้าเป็น TN เกรดสูง ๆ ส่วนใหญ่จะอยู่กับจอภาพ แยกแบบตั้งโต๊ะซะมากกว่า ไม่ค่อยนำมาใส่ในโน้ตบุ๊ค ข้อเสียคือ มุมมองภาพแคบ เวลามองเหลือบ ๆ แสง หรือมองจากด้านข้าง ก็จะเป็นสีฟุ้ง ๆ ภาพซีดจาง จึงไม่เหมาะที่จำนำมาทำงานด้านกราฟิก เหมาะแก่การใช้งานทั่วไป สำหรับคนที่ไม่ได้คิดมาก ก็อาจจะเลือก TN Panel มาเป็นตัวเลือกสำหรับนักเรียน หรือทำงานเอกสารได้ เนื้องจากเป็นการลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ Notebook มีราคาที่ถูกลงไปด้วย
IPS (In-pane Switching) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ทำให้จอภาพมีสีสันสดใส องศาการมองภาพก็กว้างอีกด้วย มีค่าสีที่แม่นยำ ส่วนมากจะใช้สำหรับ notebook ที่ใช้งานด้านกราฟิก เนื่องจากมีค่าความสว่าง และสีที่เที่ยงตรงมากกว่าแบบ TN และมีราคาสสูงกว่าเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะนำมาใช้กับ Notebook กลุ่มราคาประมาณ 15,000 ขึ้นไป หากจะเลือกซื้อแนะนำให้เลือกหาจอที่เป็น Panel IPS มากกว่า เพราะมีหลายอย่างที่ดีกว่า TN แต่ราคาก็จะสูงกว่านิดหน่อย เพิ่มเงินอีกสักนิด เพื่อสีสัน และมุมมองภาพที่ดีกว่าครับ ตามภาพตัวอย่างด้านบน
ขอบเขตสีของหน้าจอ (Color Space)
การแสดงของสีในหน้าจอ ก็มีผลต่อวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเหมือนกัน โดยจะถูกกำหนดมาตรฐานมา มีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ที่เราเคยได้ยินมา เช่น sRGB, Adobe RGB, DCI-P3 และ NTSC ทั้ง 4 มาตรฐานนี้ ถูกออกแบบ มาให้ใช้งานที่ต่าง ๆ กัน ดังนี้
- sRGB คือของเขตสีที่คุ้นชิน และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ใช้สำหรับงานกราฟิกต่าง ๆ ที่ต้องการค่าของสีที่ตรง อย่าง จอภาพโฆษณาที่ที่ติดตามห้าง หรือสื่อโฆษณาดิจิตอลต่าง ๆ เป็นต้น โดย+จอที่มีขอบเขตสีที่ตรง ๆ ต้องมีค่า 97 – 100% sRGB หรืออาจจะสูงกว่านั้นก็ได้
- AdobeRGB มาตรฐานจาก Adobe Systems ขอบเขตสีสำหรับแต่งภาพ และผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB จึงนิยมใช้กันในอุตสาหกรรมการพิมพ์เป็นหลัก แต่เพื่อที่จะให้สีของ AdobeRGB ออกมาถูกต้องตามภาพ จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่ทำงานร่วมกัน เช่น โปรแกรมกราฟิก จอภาพ และเครื่องพิมพ์
- DCI-P3 คือขอบเขตสีมาตรฐานที่ใช้กันในวงการภาพยนตร์ดิจิทัล ในอเมริกา มีขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB ประมาณ 25% สำหรับจอภาพมารตฐานที่มีค่า DCI-P3 97% ขึ้นไป จะถือว่าเป็นจอภาพแบบ HDR หรือ Wide Gamut
- NTSC คือมาตรฐานขอบเขตสีที่กำหนดโดย The National Television System Committee ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้กับโทรทัศน์ มีขอบเขตสีกว้างที่สุดมีหน่อยวัดเป็น % เหมือนกับมาตรฐานอื่น ๆ เช่น 72% NTSC
แต่ส่วนใหญ่แล้ว หากสังเกตดี ๆ จอโน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่น จะไม่ค่อยบอกค่าขอบเขตสีที่เป็น sRGB แต่จะระบุเป็นค่า NTSC แทน ยกตัวอย่างเช่น
- 14” FHD 1920×1080, 250nits, 45% NTSC, Glossy, non-Touch
- 15.6” FHD 1920×1080, 300nits, 72% NTSC, Anti-glare, Touch
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงระบุเป็น NTSC แต่ก็จะมีบางรุ่นที่เป็น 97% sRGB หรือ 100% sRGB ซึ่งก็จะทำให้ดูง่ายกว่า NTSC แต่ก็มีผลเปรียบเทียบคร่าว ๆ ตามด้านล่างนี้
- 45% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 55-66%
- 72% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 93-100%
- 94% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 130% ขึ้นไป
มันก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากอยู่ดี เพราะจอที่มีการระบุค่าสี 100% sRGB ก็ใช่ว่าจะมีสีตรง 100% เสมอไป เอาง่ายๆ หากไม่ระบุรายละเอียดไว้ เมื่อไปเดินตามร้าน วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค โดยดูจากสีหน้าจอ ก็ลองไปสังเกตุดูเครื่องที่เปิดโชว์ว่า จอเครื่องไหนสีสดกว่า แสดงว่าจอนั้นจะมีค่า sRGB ที่มากกว่านั่นเองครับ จอสดไม่เพียงแค่ให้เห็นภาพสดในเท่านั้น แต่จะทำให้เห็นถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพได้ดีขึ้นอีกด้วย
พื้นผิวของจอภาพ
พื้นผิวของจอภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเช่นกัน ในปัจจุบันจะมี 2 ตัวเลือกด้วยกัน จะมีเป็น ผิวด้าน (Anti-glare, Matte) ช่วยลดแสงสะท้อนเข้ามาที่จอ ทำให้เห็นภาพชัดเจน แม่อยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมาก ปัจจุบันจอภาพส่วนใหญ่จะเป็นผิดด้านเกือบจะทั้งหมด
อีกชนิดคือแบบ ผิวมันเงา (Glossy) ข้อดีของจอผิวมันเงา คือจะให้ภาพที่ดูคมชัดกว่า ส่วนมากจะเป็นกระจก และมาพร้อมกันโน้ตบุ๊คที่เป็นจอสัมผัส (Touch Screen) หรืออาจจะเป็นการเครื่องฟิล์มมาเฉย ๆ ก็ได้ซึ่งจะไม่ใช่จอสัมผัส (non-touch) ข้อเสียของจอแบบ Glossy คือ มันจะสะท้อน แสง หรือเงาของวัตถุต่าง ๆ เข้าไปที่จอภาพโดยตรง ทำให้เราเกิดความรำคาญสายตาได้
ความละเอียด (Resolution)
เป็นอีกส่วนที่ต้องดูประกอบวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค เพราะเรื่องของความละเอียด ที่ระบุเป็นพิกเซล ของจอภาพ Notebook Display ตัวอย่างเช่น HD 1366x768px, FHD 1920x1080px หรือ UHD 3840x2160px ซึ่งค่าตัวเลขเหล่านี้ จะเป็นค่าตัวเลขที่จอภาพสามารถแสดงออกมาได้ มันคือค่าด้านแนวนอน x แนวตั้ง เช่น 1920x1080px = แนวนอนมีเม็ดพิกเซลเรียงตัวกันอยู่จำนวน 1920 Pixel และแนวตั้งมีค่าเม็ดพิกเซลเรียงตัวกันทั้งหมด 1080 Pixel นั้นเองครับ ยิ่งมีมาก จอภาพก็จะยิ่งละเอียดมากนั่นเอง
ค่าความสว่าง (Brightness)
สำหรับจอภาพจะมีระดับความสว่างที่ใช้หน่วยเป็น nits (นิตส์) หน้าจอโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่จะมีค่าความสว่างอยู่ประมาณ 220 – 250 nits หรือหากเป็นจอที่เป็นเกรดสูง ๆ หน่อยก็จะมีค่าความสว่างที่ 300 – 350 nits ซึ่งยิ่งสว่างมาก ก็จะยิ่งสู้แสงภายนอกได้มาก เช่นทำงานนอกสถานที่ ที่มีแสงสว่างเยอะโดยรอบ หากจอสว่างไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้ท่านเห็นภาพในจอภาพไม่ค่อยชัดเจนนั่นเอง เพราะฉะนั้น วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่ดี ก็ต้องคำนึงถึงค่า Brightness ของหน้าจอเช่นกันครับ
อัตราการกระพริบ (Refresh Rate)
ค่านี้มีผลต่อความลื่นไหนในการใช้งาน ไม่ใช้ว่าให้ใช้งานได้เร็วขึ้น แต่จะเป็นการแสดงผลในการกระพริบของหน้าจอ กล่าวคือยิ่งกระพริบมาก ก็ยิ่งดูลื่นตามากขึ้น ปกติโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่ จะใช้ค่า Refresh Rate อยู่ที่ 60Hz เป็นค่ามาตรฐาน ส่วนโน้ตบุ๊คระดับ High end หรือ Gaming Notebook ส่วนใหญ่จะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ 120Hz ขึ้นไป ในส่วนนี้ก็มีผลกับราคาด้วยเช่นกัน หากใช้งานทั่ว ๆ ไปก็ไม่จำเป็นต้องใช้ค่า Refresh Rate สูงก็ได้
ถือเป็นปัจจัยสำคัญในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คสำหรับเหล่าเกมเมอร์ หรือคนที่ต้องการใช้ Laptop เป็นอุปกรณ์สันทนาการอย่างการดูหนัง เป็นหลัก เพราะถ้ามีค่า Hz ที่สูง ภาพเคลื่อนไหวที่แสดงก็จะเนียนตามากขึ้น
ขาย Surface ราคาถูก
Surface Pro
- หน้าจอ 12.3"
- รับประกัน 1 - 3 ปี Onsite
- น้ำหนัก 775 - 790 กรัม
- 2-in-1 Laptop + Tablet
Surface Laptop
- หน้าจอ 13.5", 15.0"
- รับประกัน 1 - 3 ปี Onsite
- น้ำหนัก 1.31 - 1.54 กิโลกรัม
- ถอดคีย์บอร์ดแยกไม่ได้
Surface Book
- หน้าจอ 13.5", 15.0"
- รับประกัน 1 - 3 ปี Onsite
- น้ำหนัก 1.53 - 1.91 กิโลกรัม
- 2-in-1 Laptop + Tablet
สเปคและประสิทธิภาพ (Performance)
ด้านของประสิทธิภาพในที่นี้ ผมจะรวมทั้ง CPU, RAM, GPU, Storage ไว้ด้วยกันเลย การเลือกและวิธีดูสเปคเครื่อง คือหัวใจหลัก ที่จะขาดไม่ได้ในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค เพราะหากไม่มีส่วนประกอบนี้ ตัวเครื่องก็จะไม่สามารถทำงานได้นั่นเอง มาเริ่มดูไปทีละส่วนกันเลยก็แล้วกันครับ
หน่วยประมวลผลกลาง (CPU : Central Processing Unit)
วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คจากสเปคนั้น สิ่งที่สำคัญอันดีบแรก คือ CPU ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของเครื่องเลยก็ว่าได้ เพราะว่า CPU ทำหน้าที่ในการประมวลผล คำนวณตัวเลข และแปลงผลลัพธ์ที่ได้ออกไปแสดงผลที่จอภาพ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ อีกที หาก CPU ประมวลผลเร็ว ก็จะทำให้การทำงานของเครื่องคุณเร็วขึ้นด้วย การเลือก CPU ก็จะมีให้เลือกหลายรุ่น แต่หลัก ๆ จะมีออกมาแข่งขันกันอยู่ 2 ยี่ห้อใหญ่ ๆ คือ Intel และ AMD การทำงานเบื้องต้น ก็จะงานคล้าย ๆ กัน อาจจะต่างที่ชุดคำสั่งในตัว CPU ที่จะประมวลผลบางอย่างได้ความเร็วที่ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ก็จะเรียกเป็น ค่ายแดง (AMD), ค่ายฟ้า (Intel) ในนี้ผมจะไม่เจาะลึกในส่วนนั้น แต่จะอธิบายวิธีการดูรหัส CPU แทน โดยมีดังนี้
> อ่านบทความ Intel vs AMD อันไหนดีกว่ากัน
Intel
รหัส CPU ในฝั่ง Intel หรือที่เรียกกันว่าซีพียูค่ายสีฟ้า ที่หลายคนคุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื้องจาก Intel เป็นผู้ผลิต CPU ออกมาเป็นค่ายแรก ๆ เลยก็ว่าได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มั่นใจในการทำงานนั่นเอง และซีพียูจากทางอินเทล ก็จะมีแบ่งเป็น Pentium, Core i3, Core i5, Core i7 หรือ Core i9 และจะมีแยก Generation เช่น Gen 6, Gen 7, Gen 8, Gen 9, Gen 10 และล่าสุด Gen 11
ยกตัวอย่างเช่น Intel Core i7-8650U และ Intel Core i7-1065G7
Brand Modifier คือชื่อซีรีส์ของ CPU กลุ่มนั้น ๆ เช่น i3, i5, i7 และ i9
> อ่านบทความ i3 i5 i7 และ i9 ต่างกันยังไง พร้อมวิธีเลือกซื้อ
Gen Indicator คือรุ่นของซีพียูตัวนั้น เช่น 8xxx ตัวแรกคือ 8 หมายถึง Generation 8 ส่วนอีกรุ่น เลข 10xx หมายถึง Generation 10
SKU Numeric Digits คือลำดับชื่อของซีพียู จากภาพแรก x650 และ xx65 เลขนี้บ่งบอกถึงความเร็วของ CPU ได้เช่นกัน เพราะเลขยิ่งสูง หมายถึงเป็นรุ่นที่พัฒนาและผลิตออกมาใหม่กว่านั่นเองครับ ในเจนเก่าอย่าง Gen 2 – Gen 9 จะเป็นเลข 3 หลัก ส่วนเจน 10 และ 11 จะเป็นเลข 2 หลักต่อท้าย
Product Line Suffix จะบอกถึงรหัสตระกูล เช่น U = หมายถึงรุ่นประหยัดพลังงาน ส่วน Gen 10 ที่ใช้โค้ดเนม ice lake รหัสต่อท้ายคือ G ส่วน Comet Lake จะมีตัวอักษรต่อท้ายเหมือนเจนอื่น ๆ เช่น U, Y, H เป็นต้น
*ความหมายของรหัสต่อท้าย CPU Intel
- U = Ultra-low power เน้นการประหยัดพลังงาน ส่วนมากจะอยู่ในโน้ตบุ๊คที่มีขนาดเล็ก บางเบา พกพาง่าย
- Y = Extremely low power จะเป็นรุ่นที่กินพลังงานต่ำมาก ต่ำกว่ารุ่น U-Series อีก ที่เห็นในบ้านเราก็จะมีกลุ่ม Microsoft Surface Go
- G = Includes discrete graphics on package จะเป็นรุ่นที่มีชิพประมวลผลกราฟิกติดมาด้วย ซึ่งก็เรียกว่า Onboard นั่นแหละครับ รหัสนี้จะเห็นได้จาก intel Generation 10 (Ice lake) มีรหัสต่อท้ายเป็น G1, G4, G7 ตัวเลขด้านหลัง G ก็จะบ่งบอกถึงระดับประสิทธิภาพ ยิ่งสูง ยิ่งประมวลผลเร็วขึ้น
- H = High performance graphics เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง ส่วนใหญ่นำไปใช้กับ Gaming Notebook หรือเครื่องที่ใช้สำหรับงานกราฟิกหนัก อย่างตัดต่อวิดีโอ เล่นเกม เป็นต้น ส่วนมากแล้ว จะมีการ์ดจอแยกติดมาด้วย เล่น Nvidia หรือ AMD Radeon
- HK = High performance graphics, Unlock เป็นรุ่นที่สามารถ Overclock ได้ ส่วนใหญ่จะอยู่กับ Gaming Notebook Hi-End แน่นอนว่า Overclock ได้ ก็ย่อมแรงกว่า H Series ธรรมดา ราคาก็สูงตามไปด้วย
AMD
CPU จากค่ายแดง AMD ก็เป็นอีกค่ายที่น่าสนใจ แต่หลายคนคงจะยังฝังใจอยู่กับรุ่นเก่าๆ อยู่ว่ามันมีปัญหาเรื่องของความร้อน เลยไม่กล้าใช้กัน อย่าง A, FX Series แต่ต้องบอกเลยว่า ปัจจุบันนี้ไม่ได้ร้อนแล้ว สามารถทำงานได้ดี ไม่ต่างจาก Intel เลย แถมเรื่องราคายังถูกกว่าด้วย เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่กำลังหา หรือศึกษาวิธีเลือกซื้อโน้ตบุ๊คดีๆ ราคาไม่สูงมาก มาใช้
รุ่นใหม่ๆ นี้จะมีชื่อว่า AMD Ryzen ทาง AMD ก็จะแบ่งระดับเป็น Ryzen 3, Ryzen 5, Ryzen 7 คล้ายกับฝั่ง Intel เลย แต่ AMD Ryzen ไม่ว่าจะเป็น รหัส U หรือ H ต่างก็จะมีชุดประมวลผลกราฟิกอย่าง Radeon RX VEGA ติดมาด้วย ทำให้สามารถเล่นเกมออนไลน์เบา ๆ ได้เลย แต่หากจะเล่นเกมจริงจัง หรือทำงานตัดต่อวิดีโอ หรืองานที่ต้องใช้การประมวลผลสูง ๆ ก็ควรเลือกรุ่นที่มีรหัสต่อท้ายเป็น H ไปเลย เพราะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า ทำงานได้ลื่นไหลกว่านั่นเอง แต่ส่วนมากแล้ว Gaming Notebook จะใช้ CPU รหัส H และมักจะถูกติดตั้งมาพร้อมกับการ์ดจอแยกอยู่แล้ว ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องนี้
การอ่านรหัส CPU ของ AMD ก็ไม่ต่างไปจาก Intel เช่น AMD Ryzen 7 3750H
AMD Ryzen ตัวแรกคือ Brand จากภาพคือ 7 หมายถึงระกับของ CPU เลข 3xxx ตัวแรกหมายถึง Generation และ x750 = 7 คือระดับประสิทธิภาพ, 50 ต่อมาคือเลขของความเร็ว เช่น 00, 50 ครับ
*ความหมายของรหัสต่อท้าย CPU AMD
U = Ultra-low power เน้นการประหยัดพลังงาน ไม่ต่างจาก ฝั่ง Intel
H = High performance graphics เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง จะพบเห็นในกลุ่ม Gaming Notebook ซะส่วนใหญ่
หน่วยความจำ (RAM : Random Access Memory)
RAM คือหน่วยความจำเสมือน จดจำการทำงานของต่าง ๆ และพักข้อมูลไว้ชั่วคราว เมื่อมีไฟฟ้าเลี้ยงอยู่เท่านั้น หลายคนเข้าใจผิดว่ามันสามารถบันทึกข้อมูลได้ แต่ไม่ใช่นะครับ จริงๆ แล้ว RAM ทำหน้าที่เป็นจุดพักข้อมูลระหว่าง Storage กับ CPU กล่าวคือ RAM ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์พักข้อมูล จากฮาร์ดดิสก์ เพื่อรอให้ CPU มาถึงไปประมวลผล เช่น เราเปิดโปรแกรมไว้ หลาย ๆ โปรแกรม ทั้งหมดที่เปิด RAM ก็จะดึงมาพักไว้ที่ตัวเองก่อน เมื่อเราใช้งานโปรแกรมใดโปรแกรมนึง CPU ก็จะดึงข้อมูลส่วนนั้นจาก RAM มาใช้ และพักโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานไว้ที่ RAM นั่นเองครับ ยิ่งมีเยอะ ก็ยิ่งดี แต่ก็ควรมีวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เนื่องจาก RAM ก็มีราคาค่อนข้างสูง
โน้ตบุ๊คส่วนมากที่ใช้งานกันทั่วไปมักจะติดตั้ง RAM มาให้เริ่มต้นที่ 4GB อาจจะเหลือให้ท่านใช้เพียง 3GB เนื่องจาก Windows ดึงไปใช้รันตัวเองบางส่วน หากท่านจะซื้อไปใช้งานจริงจัง แนะนำให้ใช้ 8GB ขึ้นไปเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้รองรับการใช้งานในอนาคตด้วย ส่วนโน้ตบุ๊คที่นำไปทำงานด้านกราฟิก หรือเล่นเกม ต้องใช้ RAM อย่างน้อย 16GB เพื่อให้การทำงานลื่นไหล หรือ 32GB สำหรับการใช้งานกราฟิกหนัก อย่างประมวลผลจากโปรแกรม 3D หรือตัดต่อวิดีโอไฟล์ใหญ่ ๆ เป็นต้น
วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค ก็ควรเลือกและเช็คแรมให้เหมาะสม ก่อนการซื้อก็ควรสอบถามกับทางร้าน หรือหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า รุ่นที่ต้องการสามารถอัพเกรด RAM เพิ่มได้อีกหรือไม่ เครื่องรุ่นนั้นๆ มีกี่ Slot RAM เช่น ถ้าเราซื้อเครื่องที่มี RAM ติดตั้งมาให้ 4GB จำนวน 1 slot แต่อยากในอนาคตอยากจะเพิ่มเป็น 8GB ก็เพียงแค่ซื้อมาเพิ่มอีก 4GB อีก 1 Slot เพื่อให้ใช้งานได้ที่ 8GB โน้ตบุ๊คส่วนมากแล้วจะมี Slot RAM มาให้ 2 Slots ซึ่งสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อคอมพิวเตอร์กับ Addin.co.th ภายใต้ บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด สามารถสั่งซื้อ Ram เพิ่มกับเราได้ในราคาพิเศษพร้อมเครื่อง ซึ่งเรามีทีมช่างสามารถติดตั้งให้ฟรี ก่อนส่งสินค้าให้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จะมีบางกลุ่มอย่างพวก UltraBook หรือรุ่นเครื่องบาง เบา ก็อาจจะมีให้แค่ 1 Slot หรือฝังชิฟติดบอร์ดมาเลย ทำให้ไม่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้ หากรุ่นไหนที่มี 1 Slot จำเป็นต้องถอด RAM ตัวเก่าออก แล้วซื้อรุ่นที่มีความจุมากกว่า ลงไปแทนเท่านั้น
หน่วยประมวลผลกราฟิค (GPU : Graphics Processing Unit)
เป็นหน่วยประมวลผลภาพ หรือ การ์ดจอ มีไว้ทำงานในด้านการแสดงผลภาพในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กราฟิก 3 มิติ ทำงานบางประเภท หรือแม้แต่ใช้สำหรับเล่นเกม ก็จำเป็นต้องมีการ์ดจอ หรือ กราฟฟิคการ์ด เพื่อให้ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้น ถือเป็นข้อมูลสำคัญในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเช่นกัน แสดงผลออกมาทางจอภาพได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังนี้
การ์ดจอออนบอร์ด (Integrated Graphics)
จะเป็นการ์ดจอที่ฝังมากับตัว CPU เพื่อใช้สำหรับประมวลผล และแสดงผลภาพในระดับพื้นฐานหรือทำงานที่ไม่สูงมาก เช่น ดูหนัง หรือเล่นเกมเบา ๆ ได้ ความแรงก็จะขึ้นอยู่ที่ CPU ด้วย และจะแชร์แรมจากเครื่องไปใช้ เนื้องจากการ์ดจอออนบอร์ด ไม่มีหน่วยความจำเป็นของตัวเอง การ์ดจอออนบอร์ด ก็จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อ ตามยี่ห้อของ CPU ดังนี้
- Intel ชื่อของการ์ดจอ ออนบอร์ดจะมีชื่อว่า Intel HD Graphics, Intel UHD Graphics เป็นต้น
- AMD ในตะกูล Ryzen จะมีชื่อว่า RX VEGA
> อ่านบทความ Integrated Graphics คืออะไร
การ์ดจอแยก (Dedicated Graphics)
การ์ดจอแยก คือ ชิพประมวลผลกราฟฟิค ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อโน้ตบุ๊คทำงานในด้านของการประมวลผลภาพเป็นหลัก ประสิทธิภาพสูงกว่าการ์ดจอออนบอร์ดมาก เช่น ทำงานกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ งาน 3 มิติ หรือเล่นเกม เป็นต้น การใช้งานที่ความต้องการ Graphic สูง ก็ต้องมีวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่คำนึงถึงการ์ดจอแยก
ปัจจุบัน Discrete Graphic Card ที่นิยมใช้งานกัน ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่ ๆ ดังนี้
NVIDIA จะเป็นการ์ดจอของทางค่ายเขียว ที่หลายคนรู้จักกันดี ส่วนมากแล้วจะมาคู่กับ CPU intel ตั้งแต่สมัยก่อนกันเลย และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
- MX Series เช่น MX110, MX150, MX330, MX350 กลุ่มนี้จะออกแบบมาเพื่อประหยัดไฟ ช่วยประมวลผลได้ดี สามารถเล่นเกมเบา ๆ ได้บ้าง แต่มีผลดีกับการทำงานในโปรแกรมต่าง ๆ มากกว่า
- GTX, RTX Series กลุ่มนี้จะออกแบบมาเพื่อประมวลผลกราฟิกสูง ส่วนใหญ่จะเหมาะสำหรับเล่นเกม หรือใช้กับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอก็ได้ เพราะคุ้มค่า ทำงานได้หลายอย่าง เช่น GTX1060, GTX1660, RTX2060, RTX3070, RTX3090 เป็นต้น
- NVIDIA Quadro สำหรับกลุ่มนี้จะออกแบบมาเพื่อทำงานโดยเฉพาะ งานที่ใช้การ์ดจอในกลุ่มนี้ก็จะเป็นงานเกี่ยวกับการออกแบบ งาน 3D ไม่เหมาะสำหรับเอาไปเล่นเกม เช่น Quadro P1000, Quadro K4100M, Quadro T2000 หรือรุ่นใหม่อย่าง Quadro RTX ก็มีเช่นกัน จะเป็นชื่อ Quadro RTX3000, Quadro RTX4000, Quadro RTX5000 เป็นต้น หากลองสังเกตดี ๆ ในกลุ่ม Quadro RTX จะไม่มีรหัสต่อท้าย จะเป็น 3000, 4000 เลยจะแตกต่างจาก RTX กลุ่มเล่นเกมซึ่งจะมีรหัสต่อท้าย เช่น RTX3070, RTX 3080 โดยสามารถดูจากเลข 2 ตัวท้ายก็ได้หากเป็น 00 คือกลุ่ม Quadro หากเป็นเลขอื่นจะเป็น กลุ่ม RTX ธรรมดานั่นเองครับ
AMD จะเป็นของค่ายแดง เมื่อก่อนเราจะได้ยินชื่อว่า ATi Radeon แต่ตอนนี้ทาง AMD ได้ซื้อกิจการมาเป็น AMD เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าตอนนี้ AMD ผลิตทั้ง CPU และ GPU กันเลย และแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ เช่นกัน
- AMD FirePro จะเป็นกลุ่มการ์ดจอที่ออกแบบมาสำหรับประมวลผลด้านงาน 3 มิติ เป็นหลัก หรือสำหรับสร้างงาน สร้างโปรเจค 3D, CAD, SolidWorks เช่น AMD FirePro M6800, W4190M เป็นต้น ปกติแล้วจะมาพร้อมกับ Workstation Notebook
- AMD Radeon แน่นอนว่ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มสำหรับ Player หรือการ์ดสำหรับใช้งาน เช่น เล่นเกม ดูหนัง หรือช่วยประมวลผลกราฟิกในโปรแกรมต่าง ๆ อย่างโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ เป็นต้น หากเป็นการ์ดรุ่นเล็ก ชื่อจะเป็น Radeon 530, Radeon 630 ส่วนการ์ดสำหรับเล่นเกมหรือมีการประมวลผลกราฟิกสูง จะมีชื่อว่า “RX” นำหน้าเสมอ เช่น Radeon RX 5500m, Radeon RX 6000M เป็นต้น
เลือกซื้อ Mac ราคาถูกกับเรา
MacBook
- แมคบุ๊คแอร์และแมคบุ๊คโปร
- Processor Intel หรือ M1
- Ram สูงสุด 64GB
- ประกัน 1 ปี โดย Apple
อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage)
คืออุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลไว้ในโน้ตบุ๊คได้ เช่น เก็บไฟล์ภาพ, เพลง, วิดีโอความทรงจำต่าง ๆ หรือแม้แต่ไฟล์งาน, เกม หรือ Windows OS (Operating System) และ โปรแกรมต่าง ๆ ได้ จะเรียกว่าเก็บถาวรเลยก็ได้ เพราะไม่เหมือนกับ RAM ที่จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะมีไฟฟ้าเลี้ยงเท่านั้น สื่อบันทึกข้อมูลนี้ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเยอะที่สุด สามารถเก็บไฟล์ต่าง ๆ ได้เยอะแยะ มากมาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค Storage ในปัจจุบัน ก็จะมีแบ่งเป็น 2 ชิ้นใหญ่ ๆ ดังนี้
ฮาร์ดดิสก์ (HDD : Hard Disk Drive)
ฮาร์ดดิสก์ทำงานโดยอาศัยการเขียนข้อมูลลงบนจานแม่เหล็ก เพื่อเป็นการเก็บข้อมูล โดยการเก็บข้อมูลบน Harddisk นี้จะสามารถลบออกแล้วเขียนทับใหม่ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ซึ่งก็คือใช้งานได้ยาวนานจนกว่าจะเกิดข้อผิดพลาดต่างๆถึงจะใช้งานไม่ได้ เช่น ไฟตากบ่อยๆ เครื่องเคลื่อนที่บ่อยๆ อาจจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนกับตัว Harddisk ได้
ข้อเสียของฮาร์ดดิสก์ คือ มีความร้อนสูง จากการหมุนของจานแม่เหล็ก, มีเสียงการทำงานเล็กน้อย ขณะทำงาน, ต้องใช้ไฟเลี้ยงเยอะ เนื้องจากต้องใช้ไฟไปเลี้ยงกลไกต่างๆ , มีหนักหนักค่อนข้างเยอะ หากเทียบกับ SSD
SSD : Solid State Drive
SSD คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่เปลี่ยนจากจานแม่เหล็กมาเป็น Flash Memory ซึ่งมีความคล้ายกับการเก็บข้อมูลของ Flash Drive เพื่อจัดเก็บข้อมูลเหมือน Harddisk เทคโนโลยีของ SSD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนฮาร์ดดิสก์ จึงทำให้มีอินเทอร์เฟส อินพุต/เอ้าพุต เหมือนกันและสามารถใช้งานแทนกันได้ และเนื่องจาก SSD ออกแบบมาโดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว ส่งผลให้ทนต่อแรงกระแทก หรือแรงสันสะเทือนได้ดี เพราะไม่มีจานหมุนอยู่ด้านใน และยังสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสแบบจานหมุน มากกว่า 10 เท่า และกินไฟน้อย SSD แบ่งออกเป็นหลายแบบ ดังนี้
แบบ SATA III เป็นแบบมาตรฐาน SSD โดยจะออกแบบมาให้เชื่อมต่อเหมือน HDD ทั่วไป ขนาด 2.5 นิ้ว เหมาะกับคอมพิวเตอร์ และโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่มีพื้นที่ภายในร้องรับได้
แบบ mSATA เป็น SSD ที่มีความเร็วเหมือน SATA III แต่ขนาดเล็กลงเพื่อใช้สำหรับ Ultra-thin Notebook ,Tablet PC ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้น
แบบ M.2 มันคือ SSD อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้ออกแบบมาใหม่และการเชื่อมต่อรูปแบบใหม่ โดยมีความพิเศษ M.2 นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบ SATA อยู่พอสมควร และปัจจุบันมีอยู่ 3 ขนาด ได้แก่ 2242 ,2260 และ 2280 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบอกถึงความกว้างและความยาวของตัว SSD
ตัวอย่างเช่น 2280 คือตัว SSD มีขนาดความกว้างอยู่ที่ 22 MM และความยาวอยู่ที่ 80MM นั่นเองครับ และจุดนี้คือสิ่งสำคัญเหมือนกัน เพราะเราต้องเช็คสล๊อตบนเมนบอร์ดของเราด้วยว่า รองรับความยาวสูงสุดที่เท่าไหร่
แบบ M.2 NVMe เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ล่าสุดทำหรับ SSD ในปัจจุบัน แต่ก็มีโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ เท่านั้นที่รองรับการทำงานแบบ NVMe ได้
NVMe หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า MVM Express ย่อมาจาก Non-Volatile Memory Express คือ เทคโนโลยีที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อ การรับส่งข้อมูลจาก SSD กับ CPU โดยตรง
ข้อเสียของ Solid State Drive (SSD) คือ มีความจุน้อย และราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ Harddisk, มีขีดจำกัดในการเขียนซ้ำข้อมูล, หากเกิดความเสียหายแล้วจะไม่สามารถกู้ข้อมูลได้ วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่ดี จึงควรคำนึงถึงการใช้งาน งบประมาณ และเลือกสัดส่วนขนาดความจุ Storage ให้เหมาะสมลงตัวที่สุด
> อ่านบทความ HDD และ SSD ต่างกันยังไง
> อ่านบทความ วิธีแบ่ง Partition
ช่องสำหรับเชื่อมต่อ (Connector Port)
พอร์ตเชื่อมต่อ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างง่าย และครอบคลุม เช่น USB-A, USB-C, Thunderbolt, DisplayPort, HDMI, LAN RJ45 (Ethernet) และ หัว 3.5 mm Audio Jack เป็นต้น โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ ๆ จะตัดหลายพอร์ตออกแล้ว อาจจะต้องหา Docking มาต่อเพื่อเพิ่มช่องต่าง ๆ วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่ดี คุณควรหารุ่นที่มีพอร์ตใช้งานตรงตามต้องการ จะได้ไม่ต้องต้องหาอุปกรณ์เสริมมาเพิ่มให้หลายชิ้น เพราะอาจจะทำให้พกพาไม่สะดวก
วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่เหมาะสมนั้น ควรดูที่พอร์ตการเชื่อมต่อด้วย โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบเพ่งมองหน้าจอเล็กๆ จอเดียว หรือต้องการพื้นที่ Display เยอะๆ เพราะการมี Port รอรับสายเชื่อมจอคอมต่างๆ หลากหลาย จะช่วยให้สามารถต่อตัว Laptop ออกกับจอเสริม เพื่อช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายขึ้นอย่างเห็นผล ตามรูปด้านบน
ขาย
Computer Monitor ราคาถูก
โดยตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
การรับประกัน (Warranty)
ปัจจัยสำคัญในวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค บริการหลังการขายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราไม่รู้หรอก ว่าเครื่องเราจะมีปัญหาขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่หากเครื่องเสียขึ้นมาก็ต้องนำเครื่องไปเช็ค ไปซ่อมที่ร้านอยู่ดี บางร้านก็ดีสามารถส่งต่อเข้าศูนย์บริการได้โดยไม่ต้องเสียเงินในช่วงเวลาการรับประกัน แต่บางที่ก็อาจจะคิดค่าดำเนินการกับเราได้ เพราะฉะนั้นจะซื้อทั้งที่ ต้องเลือกร้านที่มีบริการหลังการขายที่ดีด้วย
การรับประกับศูนย์บริการ ของแบรนด์นั้น ๆ ก็จะมีบริการที่ต่างกันเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะแยกเป็น 2 แบบ คือ
- บริการแบบ Onsite service หรือซ่อมเครื่องให้ถึงที่บ้าน หรือที่ทำงาน เพียงแค่ติดต่อเข้าไปที่ศูนย์บริการของเบรนด์เท่านั้น ก็จะมีช่างเข้ามาซ่อมเครื่องให้ตามเวลานัดที่ทางศูนย์บริการให้ไว้ ปกติแล้วบริการ Onsite service จะติดมา Notebook ฝั่งทาง Commercial หรือกลุ่มองค์กร เช่น ตัวแทนจำหน่ายอย่าง Add in Business ส่วนมากแล้วจะมีประกันพื้นฐานอยู่ที่ 3 ปี กันเลย
- บริการ Carry in จะเป็นการนำเครื่องส่งศูนย์บริการ ซึ่งคุณต้องนำเข้าศูนย์ หรือส่งไปที่ศูนย์บริการเอง อาจจะทำให้เสียเวลาในการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ ปกติแล้วจะเป็น Notebook ฝั่ง Consumer ที่ขายกันตามร้าน IT ต่าง ๆ แต่ก็จะมีบางแบรนด์ บางรุ่น เท่านั้นที่มีบริการ Onsite service ด้วย การรับประกัน ปกติก็จะอยู่ที่ 1 ปี หรือ 2 ปี เป็นหลักครับ
การมีโน้ตบุ๊คคู่ใจสักเครื่อง ออกไปทำงานข้างนอกบ้าง ก็อาจทำให้คุณได้ความคิด และมุมมองใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ในการทำงานได้ดีขึ้น ควักกระเป๋าจ่ายเงินทั้งที ก็ควรเลือกซื้อรุ่นที่ตอบโจทย์ ตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในด้านการทำงานทั่วไป ทำงานกราฟิก โปรแกรมพิเศษ หรือเล่นเกมเป็นหลัก ก็ควรเลือกให้เหมาะสมที่สุด วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ ๆ หรือ CPU Gen ใหม่ ๆ ก็จะทำให้เครื่องของคุณรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และโปรแกรมใหม่ ๆ อย่างเช่น OS ตัวใหม่อย่าง Windows 11 ที่กำลังจะปล่อยออกมาให้อัพเดตช่วงปลายปี 2021 นี้
> อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Windows 11
ถ้าเป็นกลุ่มองค์กร Commercial ก็ควรหาตัวแทนจำหน่ายที่ไว้ใจได้ หากเป็นร้านค้า IT ทั่วไป หรือตามห้างต่าง ๆ ก็จะเป็น Notebook ฝั่ง Consumer บริการหลังการขายก็แล้วแต่ร้าน อาจจะไม่เหมือนกัน ซื้อครั้งเดียวใช้ให้ยาวนานที่สุด อย่างน้อยสัก 3 ปีขึ้นไป จะเป็นการประหยัดงบประมาณ เพราะฉะนั้น เลือกกันให้ดีนะครับ
สำหรับองค์กรที่มีงบประมาณจำกัด และต้องการจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะให้กับพนักงาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ใช้พกพาไปไหนมาไหนเป็นหลัก แนะนำให้เลือกซื้อ Desktop Computer แทน เพราะถ้าเทียบรุ่นสเปคที่เท่ากันกับ Notebook แล้ว จะมีราคาที่ถูกกว่า
> อ่านบทความ วิธีเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
> อ่านบทความ วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์
สำหรับท่านที่สนใจ ไม่ต้องหาที่ไหนไกล ว่าซื้อที่ไหนดี สามารถเลือกดูสินค้าไอทีทั้งหมดได้ที่ หน้าสินค้าของเราที่นี่ เรามีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือหนึ่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งสำหรับใช้ส่วนตัว และทำงานจำหน่ายในราคาพิเศษที่สุด เพราะเราเป็นตัวแทนจำหน่ายอันดับหนึ่ง
Add In Business
จำหน่าย
อุปกรณ์ไอที
ราคาถูก
ภายใต้บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ตัวแทนจำหน่าย
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากแบรนด์ชั้นนำ
ราคา พิเศษ ส่งฟรี
สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หน้า Contact
หรือ
สรุป
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจ และรับรู้พื้นฐานวิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่ถูกต้องได้มากขี้น ซึ่งเว็บไซต์ Addin.co.th ภายใต้ บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด ของเรา นอกจากจะมีความรู้อุปกรณ์ไอทีดีๆ ที่น่าสนใจให้อ่านกันแล้ว ยังมีสินค้าไอทีครบวงจรจำหน่ายในราคาพิเศษอีกด้วย หากท่านผู้อ่านมีความสนใจเพิ่มเติมในการสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอที สอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่
Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]






